|
กายภาพบำบัด 2 ด้วยการ เหวี่ยงแขน เรียบเรียง โดยอาจารย์บังนันต์ เมืองตูล ตามตำนานของคนจีนโบราณสมัยยุคสำนักวัดเสี้ยวหลิม ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังทางพุทธศาสน์ ยุทธศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ศิลป์ศาสตร์ ตลอดจนอักษรศาสตร์ สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นวิชากายภาพบำบัดซึ่งเป็นวิชาแขนงหนึ่งที่ ฤาษี ชีไพรใช้เพื่อรักษาสุขภาพตัวเอง รวมอยู่ในวิชาฤาษีดัดตน ถ้าพูดถึงบรมครูศาสดาจารย์ ตั๊กม้อ ท่านเป็นชนเชื้อชาติอินเดีย เดินทางบุกป่าข้ามภูเขาข้ามคลองจากบ้านเกิด เพื่อไปเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ในระหว่างทางก็พบกับฤาษีชีไพร จึงได้รับการศึกษาวิชาการต่างๆจนช่ำชองอย่างมากมาย เมื่อมาถึงประเทศจีน ณ เทือกเขาโงรังกั๋ง (ขุนเขาแหล่งมังกรหลับ) ถ้าเอ่ยนามผิด ขอได้โปรดอภัยด้วย พิจารณาสถานที่แล้วเห็นว่าภูมิประเทศแหล่งนี้ เหมาะสมที่จะจัดสร้างอาสนะสถานของผู้ทรงศีล จึงตกลงกันกับเหล่าศานุศิษย์ ช่วยกันก่อร่างสร้างวัดขึ้นจนสำเร็จเรียบร้อย แล้วตั้งชื่อว่า วัดเสี้ยวหลิมหลังจากดำเดินการก่อสร้างวัดเสี้ยวหลิมเสร็จ ก็รวบรวมวิชาความรู้ต่างๆที่ตัวเองมีอยู่มาทำเป็นตำรา(ทฤษฎี) เพื่อให้ศานุศิษย์ได้ศึกษาเล่าเรียนตามแต่ใครจะถนัดทางใด สิ่งที่ใช้เป็นอุปกรณ์การเขียนก็มี ใบลานไม้ไผ่ ผ่าเป็นแผ่นๆ หนังสัตว์ และวาดภาพไว้บนฝาพนังและกำแพง ฯลฯ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นวิชา ฤาษีดัดตนแขนงหนึ่ง เรียกว่า วิชาการเหวี่ยงแขน ไม่ใช่การแกว่งแขนนะเพราะการแกว่งแขนเป็นอริยะบทหนึ่งของการเดิน ส่วนการเหวี่ยงแขนนั้นจะยืนอยู่นิ่งๆแล้วโยนแขนขึ้นไปข้างหน้า แล้วกระชากแขนลงแรงๆให้เลยไปข้างหลัง ข้าพเจ้าต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ก่อนครับ ถ้าหากการอ้างอิงที่มาที่ไปหรือการเอ่ยชื่อบุคคลหลายๆท่านอาจไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นกาลเวลากว่าพันปีมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า อาจารย์บรมครูตั๊กม้อกับอาจารย์ ตะโม จะมีอายุห่างกันสักเท่าไร เมื่อสมัยอาจารย์บรมครูตั๊กม้อยังมีชีวิต วิชาการต่างๆของสำนักจะไม่มีออกมาเผยแผ่นอกสำนักเลย ถ้าศิษย์คนใดฝ่าฝืน จะถูกลงโทษตามกฎอย่างเด็ดขาด แต่วิชาการเหวี่ยงแขนนี้ ตามตำนานกล่าวไว้ว่าอาจารย์ ตะโม เป็นผู้นำออกมาเผยแผ่ คงจะเป็นด้วยหลังจากไม่มีอาจารย์บรมครูตั๊กม้อแล้ว ข้อระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆของสำนักคงหย่อนยานลง จึงทำให้อาจารย์ตะโม นำวิชานี้ลงมาจากวัดเสี้ยวหลิมได้ ผู้อ่านบางท่านอาจจะแปลกใจว่าผมใช้คำนำหน้านาม ของอาจารย์ทั้งสองท่านไม่เหมือนกัน เช่นบางท่านใช้คำว่า บรมครู บางท่านไม่มี หาใช่เกิดจากการขี้เกียดเขียนหรอก แต่เป็นเพราะการให้ความเคารพนับถือคนย่อมไม่เท่ากัน แล้วแต่จริตของบุคคลจงอย่าตำนิผู้เขียนเลยครับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า บุคคลใดเกิดมาไม่มีโรค บุคคลนั้นเป็นผู้มีลาภอันประเสริฐ คำว่าโรคภัยไข้ป่วยนั้นมันมีจริงๆอยู่สองชนิดเท่านั้น 1. โรคที่เกิดจากพาหะนำมาสู่ร่างกาย เช่น ไข้หวัด,อหิวา, ไข้เลือดออก, ตาแดง,หิด, บิด ฯลฯโรคที่เกิดจากสรีระเปลี่ยนแปลง เช่น หัวใจโต,ต่อมลูกหมากโต,เส้นโลหิตตีบตัน,กระดูกผุต้อเนื้อ,ต้อหิน,ต้อกระจก,โรคจิต ฯลฯ อาการป่วยบางชนิดนายแพทย์ ทั้งแผนปัจจุบันและโบราณ หาสมุฏฐานของการเจ็บป่วยไม่พบ ( คนป่วยต้องไปพึ่งพวกหมอทรงเจ้าเข้าผี ) พวกนี้มันใช้วิชามาร หรือเรียกให้สุภาพๆก็ได้ เดียรัจฉานวิชา กระผมขอร้องเถอะ อย่ามัวหลงงมงายเชื่อถืออยู่เลยครับ มันไม่ใช่ของจริง ในวิชาตรรกวิทยา ความน่าจะเป็นไม่มีเลย นอกจากความบังเอิญเท่านั้น ตามตัวอย่างโรคดังกล่าวเกิดจากร่างกายเปลี่ยนสภาพ ตรงกับกฎของ พระตรัยลักษณ์ ที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ มีสามข้อ ตามเรื่องนี้อยู่ในข้อที่หนึ่ง คือ อนิจจัง สัพสิ่งทั้งหลายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสถานการ จะอยู่ในสภาพให้คงที่ย่อมเป็นไปไม่ได้ ดูกันที่เห็นง่าย อย่างเช่น ไขข้ออักเสบ, เอ็นยืด, เอ็นหด โดยเฉพาะท่านที่เป็นเพศเดียวกันกับผมนี่แหละ เป็นกันมาก เนื่องจากอายุมากขึ้น เอ็นไม่แข็ง ความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำฯลฯ ไม่มีสมุฏฐานชี้ชัดเจาะจงลงไปว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แม้แต่จิตก็ยังมาเกี่ยวข้องด้วย แต่ที่แน่ๆเกิดจากร่างกายของเรามัน เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของมัน ต้องทำใจ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด มันเรื่องของ อนิจจังผมนี่ไม่ค่อยทันปัจจุบันนัก (จะไม่พูดคำว่า ทันสมัย ) เพราะคำนี้มันมีสองสมัย คือสมัยใหม่และสมัยเก่า ผมจึงขอใช้คำว่า ปัจจุบัน มันต้องเป็นขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ครับ มันเกิดโรคใหม่ขึ้นมาอีกเช่นไข้โป้ง, I.M.F. ,ฆ่าตัดตอน และตัวสุดท้ายไข้ชูวิทย์ (ไข้ส่วย ) วิธีรักษามีอย่างเดียว คือใช้ดอกไม้จันทร์ครับ หายหมดเลย อย่าเครียดครับ ลองหายใจลึกๆสักสามครั้งซิ แล้วจะรู้สึกว่าดีขึ้นแหม ผมกล่าวอารามบทมาชะเนินนาน ชักเกรงใจแล้วครับ เรามาทำความเข้าใจกับ ทฤษฎี วิชากายภาพบำบัด แขนงหนึ่งเรียกว่าการ เหวี่ยงแขนของสำนักวัดเสี้ยวหลิม ตามตำนานเก่าจริงๆที่ท่านอาจารย์ ตะโม นำลงมาจากสำนัก มีขั้นตอนให้ปฏิบัติถึง 16 ขั้นตอน ยากที่จะจำ ทำให้เกิดการท้อแท้ที่จะปฏิบัติตามด้วย ดังนั้นกระผมจึงขออนุญาต พิจารณาข้อมูลต่างนั้นแล้ว นำมาสรุปให้ง่ายต่อการจำ และปฏิบัติได้โดยไม่ผิดไปจากตำราที่ระบุไว้เลย ได้โปรดดูภาพประกอบ การเริ่มเตรียมปฏิบัติด้วย เพื่อความถูกต้องและจะได้เกิดประโยชน์สูงสุด 1. ยืนตัวตรง เท้าทั้งสองข้างให้ห่างกันประมาณเท่าไหล่ของตัวเองเท่านั้น นิ้วเท้าทั้งหมดจิกลง พื้น ทอดสายตาไปข้างหน้า ไม่ต้องไกลนักเอาแบบไร้จุดหมายจะดีมาก จิตจะได้ไม่วอกแหก ไม่ต้องเกร็งนัยตา เดี๋ยวจะเครียด ปดปล่อยร่างกายให้เป็นอิสระให้สบายๆ 2. แขนทั้งสองข้างทิ้งห้อยลงตามแนวขาตัวเอง ปล่อยให้สบายๆ ปลายนิ้วมือตรงอย่าเกร็งไม่ต้องให้ชิดจนเบียดกัน ให้หลังฝ่ามือหันไปข้างหน้า ดูภาพประกอบด้วยครับ
3. ท้องแขม่ว, ก้นขมิบ, ลิ้นกระดก, นิ้วจิก ( ปลายลิ้นติดเพดานไว้ ) ข้อนี้จะเป็นการเดินลมปราณเรียก พลังภายใน จะเกิดการเผาผลาญจำพวกไขมันและสิ่งที่เป็นส่วนเกินในร่างกายที่ท่านไม่ต้องการออกไป จะใช้เวลาปฏิบัติไม่เกินหนึ่งเดือน จะเห็นว่า เอว, หน้าท้องค่อยๆหายไป โดยเฉพาะท่านหญิง ขอกระซิบ อีตรงนั้นของท่าน ที่มันหย่อนและไม่กระชับ มันจะค่อยๆดีขึ้นกลับคืนเหมือนเมื่อสมัยยังสาวๆเลยนะคุณ แม้แต่แพทย์ท่านหนึ่ง ยังนำวิธีการ ขมิบ นี้ไปใช้ชี้แนะคนไข้ของท่าน (ขออนุญาตเอ่ยนาม นายแพทย์นพพร แห่ง Dailynews ไงครับ ) สำหรับท่านบุรุษชาติอาชานัยทั้งหลาย ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการ ลั่งเร็วเกินควร ขอให้ท่านปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆวันกระผมขอรับรองว่าไม่นานเกินรอท่านจะต้องพึงพอใจ 4 เหวี่ยงแขน ก. เมื่อเตรียมท่าต่างๆถูกต้องดีแล้ว ก็เริ่มทำการ เหวี่ยงแขนได้เลย โดยการเหวี่ยงแขนทั้งสองข้างขึ้นไปทางหน้า (ทำให้ปลายนิ้วเสมอๆกันนะครับ) ขึ้นไปสูงแค่เอวเท่านั้น อย่าให้เกินเอวนะ ถ้าเกินเอวนั่นคือทำไม่ถูกหลักของสำนักวัดเสี้ยวหลิม จะไม่ได้ผลตามคาด จะได้เพียงเหงื่อออกเท่านั้น ดูในภาพเที่ยวกลับเอาให้สุดแรงนะ กระชากแขนลงเลยไปข้างหลัง แล้วแต่มันจะไปได้ให้สุดๆเลย จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด ไม่ควรน้อยกว่า 15 นาทีและไม่ควรเกิน 30 นาที หรือจะใช้วิธีนับก็ได้ครับ เช่นเหวี่ยงไปข้างหน้าแล้วกระชากดึงกลับมาข้างหลัง นับได้หนึ่ง ถ้าใช้เวลาประมาณ 15 นาที จะได้จำนวนประมาณ 800 ครั้งทำอย่าไรจึงจะนับไม่ให้หลงลืม เขามีวิธีครับ โดยกำหนดไว้บนใบหน้าเรานี่แหละ หนึ่งร้อยแรกกำหนดที่ดวงตาซ้าย ร้อยที่สองที่ดวงตาข้างขวา ร้อยที่สามที่ใบหูซ้าย ร้อยที่สี่ก็ใบหูขวา ต่อไปก็เลือกกำหนดเอาตามใจมันจึงเป็นการง่ายต่อความจำ ข. การออกแรงเหวี่ยงแขน ให้สมมติว่ากำลังที่ใช้ในการเหวี่ยงแขนมีอยู่ 10 ให้ใช้ไปข้างหน้าเพียง 3 ส่วนและใช้เหวี่ยงกลับมาข้างหลัง 7 ส่วน คงคิดออกนะ เหมือนกับการพายเรือเลยครับ เหวี่ยงแขนไปข้างหน้า ออกแรงเพียงให้มือมันลอยขึ้นไปแค่เอวก็พอเที่ยวกลับออกแรงมากๆ ระยะเวลาอย่าให้ช้านักหรือเร็วจนเกินไป เอาให้พอดีๆอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผมเองใช้เวลา 15-20 นาที จะได้ประมาณ 800 ครั้งครับเพียงแค่นี้ก็พอประมาณๆดีแล้วครับ แต่ขอให้ท่านผู้ต้องการรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์คงทนถาวร ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียนและแข็งแรงดี ก็จงหมั่นเพียงปฏิบัติให้ได้อย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเองครับข้อสำคัญ( ขอย้ำ ) ปฏิบัติให้ถูกตามข้อที่กำหนด นิ้วเท้าอย่าลืม จิก ท้องอย่าลืมแขม่ว ก้นอย่าลืมขมิบลิ้นอย่าลืมกระดก เหวี่ยงแขนหนักๆ ห้ามยกสูงเกินเอว การออกแรงให้นึกถึง 3/7 ส่วน เรื่องที่จะให้คุณหรือเกิดประโยชน์อะไรบ้างนั้นแล้วค่อยมาดูกัน แต่ถ้าเรื่องปัญหาเกี่ยวกับชะตาชีวิตจะดีจะร้ายยังไงไม่ทาบ ทางทำมาหากิน กระทั้งเรื่องคู่ชีวิต มิตรสหายและบุตรบริวาร ถ้าสงสัยคล่องใจก็จงโปรดให้ความไว้วางใจเรียกหาอาจารย์ บังนันต์ เมืองตูล ช่วยชี้แนะให้หายคล่องใจได้ครับผม รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวัง ต่อไปนี้มาลองดูว่า เมื่อเหวี่ยงแขนสักระยะหนึ่งแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรต่อผู้ปฏิบัติบ้าง
ความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำมันจะปกติดีเลยนะ ท่านที่มีโรคภูมิแพ้ ถ้าปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้วจะหายไปโดยไม่รู้ตัว ความจำเสื่อม สายตามืดมัว (ไม่ใช่ตาบอดนะ ) ปวดศีรษะข้างเดียว (ที่เขาเรียกกันในยุคนี้ว่า ไมเกรน ) ท่านจะสบายขึ้นและหายไปในที่สุด ปวดข้อปวดเข่า เมื่อยต้นคอ ปวดเอว ระบบรอบเดือนท่านสุภาพสตรี ท้องผูก เบื่ออาหาร ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ อาการผิดปกติประเภทที่กล่าวมานั้น ท่านไม่ต้องไปหาหมอหร็อกครับ ขอแต่เพียงสระเวลาวันละเล็กๆน้อยๆ ประมาณ 15-20 นาทีออกกำลังกายด้วยการทำกายภาพบำบัด โดยใช้วิธี เหวี่ยงแขน อย่างสม่ำเสมอทุกวัน จะทำให้ท่านปราศจากโรคภัยไข้ป่วยมาเบียดเบียนต่อสุขภาพของท่านได้เลยครับในที่สุดก็ต้องถึงคราวสิ้นสุดแห่งบทความในเรื่องของ กายภาพบำบัด จนได้กระผมบังนันต์ เมืองตูลขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มีความสนใจผลงานและติดตามใฝ่รู้เพื่อปฏิบัติจริง แล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดของชีวิตเมื่อสุขภาพดี ทุกอย่างย่อมทำให้ดีได้ สมจริงดังพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า บุคคลใดเกิดมาไม่มีโรค ผู้นั้นเหมือนมีลาภอันประเสริฐ ต้องขอขอบคุณทีมงาน www.meesook.com ทุกๆคนไว้ ณ โอกาสนี้ที่ให้ความอนุเคราะห์ด้วยดีตลอดมา และขออวยพรให้ทุกๆท่านจงประประสบแต่ความสุขความเจริญ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและการเงินมากๆมีคนรักเยอะๆอุบัติเหตุและสิ่งเร็วร้ายอย่ามาใกล้กายจะนึกคิดอยากได้สิ่งใดก็ขอให้ได้สมดังใจปารถนาทุกประการเทอญ โดย. บังนันต์ เมืองตูล โทร. 01-2816921 |
|
|