|
นานมาแล้วก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์เราต่างก็ตั้งบ้านแปลงเรือน อยู่กันเป็นกลุ่มๆตามเผ่า พันธุ์ของแต่ละเชื้อชาติ แล้วแต่หัวหน้าเผ่าใดจะมีความสามารถหรือฉลาดเฉลียวที่จะรวบรวมผู้คนมาเป็สมัครพรรคพวกได้มากๆ แต่ละกลุ่มก็จะตั้งกฏระเบียบแบบแผนมาเป็นข้อบังคับให้ลูกบ้านใช้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ถ้าผู้ใดละเมิดกฎที่ตั้งไว้ ผู้นั้นจะต้องได้รับโทษตามที่แจ้งไว้ในกฎของเผ่าพันธุ์นั้นๆ เมื่ออยู่ร่วมกันเนิ่นนานจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จึงทำให้ออกลูกออกหลานมากขึ้นจนเป็นชุมชนใหญ่โต ผู้คนก็มากขึ้นตามปกติ จึงทำให้เกิดต่างความคิดเห็นของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม ความขัดแย้งเรื่องราวต่างย่อมเกิดขึ้น จึงพาสมัครพรรคพวกแยกจากกลุ่มใหญ่ไปหาที่ตั้งหลักแหล่งสร้างบ้าานแปลงเรือนทำมาหากินกันตามความพอใจของตน และผู้นำก็ต้องจัดระเบียบตั้งกฏขึ้นใช้ในการปกครองผู้คนในเผ่าของตนเช่นกันตลอดมา เมื่อประชากรมากขึ้น ย่อมมีคนฉลาดมากขึ้น รู้จักคิดรู้จักพิจารนาดูดินฟ้าอากาศ หาพิธีเอา ชนะธรรมชาติเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด และเป็นผู้ที่เคารพเชื่อถือของคนทั่วไป สิ่งที่พยายามค้นคิดเฝ้าสังเกตฝนตก ว่ามันมักจะตกวันไหนบ่อยๆ สมัยก่อนไม่มีวันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ แต่เขาจะนับวันกันตามจันทรคติ คือยึดเอาการหมุนเวียนของการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์เป็นหลักเกณฑ์ ที่มาของระบบดังกล่าวนี้ ต้องขออภัยจริงๆที่ผู้เขียนไม่ได้ค้นคว้าหาเรื่องเติมมาเรียนให้ทราบวันที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาใช้นับกันก็มีสองอย่างคือ ข้างขึ้นและข้างแรม ถ้าอยากจะทราบว่าข้างขึ้นหรือข้างแรมมันต่างกันอย่างไร ขอให้ผู้อ่านจงสังเกตดูเอาเอง ปัจจุบันนี้น้อยคนนักที่จะสนใจดูดวงจันทร์ จึงไม่ทราบว่าข้างขึ้นข้างแรมเป็นอย่างไร เวลาไปหาหมอดูเพื่อตรวจชะตาราศรี เขาถามข้อมูลวันคลอดเพื่อใช้ประกอบหลักการพยากรณ์ตามตำราต่างๆของหมอดู ก็บอกไม่ได้ อย่างนี้ขอบอบว่าอย่างไปหาหมอดูเลย ข้อมูลตัวเองก็บอกหมอไม่ถูกแล้ว เชื่อเถอะ อย่าว่าแค่หมอดูเลยต่อให้เทวดาก็ทำการพยากรณ์ชะตาชีวิตของท่านไม่สอดคล้องกับชะตาชีวิตจริงของท่านหรอก มาเข้าเรื่องที่จะพูดเถอะ การนับวันตามจันทรคตินี้ เขาใช้กันมาก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว พระพุทธเจ้าจึงได้กำหนดให้พระสาวกของพระองค์บงเกศาในวันโกนซึ่งก่อนวันพระหนึ่งวัน ท่านไม่ค่อยเข้าวัดเข้าวาเลย ดังนั้นผู้เขียนจะไม่บอกรายละเอียดเพื่อให้ท่านเป็นนักค้นคว้าบ้างหากลูกหลานถามจะได้ตอบได้ ตามธรรมชาติแรงดึงดูดของโลกและดวงจันทร์ จะทำให้อากาศแปรปรวน จึงทำให้เกิดความกดอากาศสูงบ้างต่ำบ้าง จึงทำให้ไอน้ำ ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าบนท้องฟ้าเกิดการรวมตัวกันมากขึ้น จึงทานน้ำหนักไม่ไหวแล้วตกลงมาเรียกว่าน้ำฝน สิ่งนี้เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ท่านหมอผีทั้งหลายไม่ทราบที่มาที่ไปว่าทำไมจึงเกิดเหตุดังกล่าวนั้นหรอก ได้แต่จดจำไว้ว่าเมื่อไรฝนมันจะตกลงมา แล้วเก็บข้อมูลไว้ เมื่อถึงหน้าฝนเกิดความแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกชาวบ้านต้องการน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงพืชผลทำมาหากินตามฤดูการ ก็พากันไปหาหมอผีมาทำพิธีขอฝนจากสิ่งที่คิดว่ามีอิทธิฤทธิ์ มีอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ เช่น ผี,เทวดา,เทพเจ้าฯลฯ แล้วแต่ที่เขาเล่าเรียนสืบทอดกันมา เมื่อตกลงกันดีแล้ว หมอก็จะกำหนดวันนัดทำพิธีการขอฝน โดยการเจาะจงลงไปเลยว่าวันโกน หรือวันพระที่จะถึงนี้นะ ให้เลือกเอาวันใดวันหนึ่ง แล้วผู้นำหมู่บ้านนั้นๆก็จะเรียกลูกบ้านมาประชุมเพื่อบอกกล่าวกันให้รู้ทั่วทั้งหมู่บ้าน แล้วแบ่งงานมอบหมายให้ดำเนินการจัดการกันตามแต่ใครจะถนัดที่จะช่วย เช่นกลุ่มหนึ่งช่วยกันทำคานหาม (ปัจจุบันจะเห็นได้บ้างในงานแห่นาคไปอุปสมบท) ช่างที่มีฝีมือจะประดิษฐ์ตบแต่งได้สวยมาก แต่ที่ไม่มีฝีมือก็เอาเพียงแค่ใช้งานได้เท่านั้น อาจใช้ไม้ไผ่ท่อนเดียวความยาวสัก 4 ศอก ก็พอแล้ว สำหรับแขวนตะกล้าหรือชะลอมขังแมวตัวใหญ่ๆไว้ในนั้น ใช้คน 2 คนห้ามหัวท้าย แมวอยู่กลาง พอมองภาพออกนะ เมื่อถึงกำหนดวันนัดชาวบ้านจะมีความตื่นเต้นกันมากโดยเฉพาะพวกเด็กๆนี่ใจจดใจจ่ออยากเห็นขบวนแห่กันเต็มที กลุ่มหนุ่มสาวก็ใจเต้นระทึกอยากจะเห็นคู่รักของตนแต่งตัวชุดอะไร แต่ระบ้านที่เส้นทางขบวนแห่จะต้องผ่านมา เขาจะจัดเตรียมน้ำไว้เยอะๆ จะเอาน้ำไว้ทำอะไรเดี๋ยวค่อยทราบครับ ผู้นำขบวนการจะจัดหาสุราปลาปิ้งมาเลี้ยงกันอย่างทั่วถึง สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเถิดเทิง (กลองยาว) ปี่,ฉิ่ง,กรับ,ฉาบ,ฆ้องและนักร้องประจำวง ครั้นได้เวลาบ่ายแก่ๆ ชาวบ้านเรียกแดดร่มลมตก หมอผีก็จะทำพิธีกรรมของเขาตามที่ถ่ายทอดกันมา เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็สั่งจัดขบวนตั้งแถวคณะกลองยาวนำหน้าตามดัวยนางรำทั้งชายและหญิงแล้วก็มีสองคนช่วยกันหามแมวที่อยู่ในชะลอม จะมีผู้นำหมู่บ้านและหมอผีเดินเคียงข้างคนหามแมวอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ชาวบ้านเกิดความศรัทธาเชื่อถือ แผ่นดินที่แห้งแล้งเพราะไร้ฝนตกมานาน ถูกแดดเผามาตั้งแต่เช้าจนบ่ายแก่ ๆ จึงทำให้ร้อนระอุ ทางเดินเป็นฝุ่นฟุ้งขี้นประดุจหมอกควัญซึ่งเกิดจากฝ่าเท้าของฝูงชนในขบวนแห่นั้นเอง พอผ่านบ้านใดเขาก็จะเอาน้ำที่เตรียมไว้สาดลดใส่แมว น้ำที่ตกลงสู่ผืนแผ่นดินที่กำลังร้อนระอุ ทำให้เกิดปฏิกิริยาร้อนแรงขึ้นอีกทำให้ผู้คนในขบวนแห่กระโดดโลดเต้นแฝงไปด้วยความสนุกสนาน และด้วยอิทธิฤทธิ์ของ ส.ร.ถ.(สุราเถื่อน) จึงลืมความทุกข์ยากไปได้ชั่วขณะ ขบวนแห่จะดำเนินการไปจนทั่วทุกครัวเรือน ทำให้น้ำนองเจ่งไปทั่วทางเดิน เพราะชาวบ้านเอาน้ำมาราดลดแมวนั่นเอง ที่จริงน่าสงสารแมวตัวนั้นนะ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเลย มันคงหนาวใจแทบขาด แมวด้วยหนอมันถูกกันกับน้ำชะเมื่อไหล่ ถือเสียว่ามันใช้หนี้กรรมเก่าก็แล้วกัน เกิดชาติใดแสนใดอย่าได้เกิดเป็นแมวให้เขาแห่เลยเชียว ครั้นถึงยามค่ำคืน ความร้อนยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ เพราะตามกฎของธรรมชาติ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ผืนแผ่นดินก็จะคลายความร้อนขึ้นมาแล้วลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า (ช่วงนี้จะเข้าสู่ทฤษฎีการทำฝนเทียมระดับหนึ่ง) เมื่อความร้อนลอยสูงขึ้นๆไปกระทบกลุ่มเมฆที่มีละอองน้ำเข้า ละอองน้ำก็จะลอยหนีความร้อนขึ้นสู่เบื้องบน จึงไปกระทบความเย็นเข้าและเกาะจับรวมตัวกันมากขึ้นจึงทานน้ำหนักไม่ไหวทำให้ต้องลอยต่ำลงมาแล้วกลายเป็นหยดน้ำที่เราเรียกว่าฝนตกนั่นแหละครับ ณ บัดนี้ผมจะพาท่านผู้สนใจในบทความนี้เข้าสู่ความสอดคล้อง ระหว่างการทำฝนเทียมกับการแห่นางแมวขอฝน ผมจำเป็นต้องขออนุญาตเอ่ยนามบุรุษท่านหนึ่ง เพื่ออ้างอิงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้อง ท่านผู้นั้นคือ คุณเสรี ดีมา ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นหัวหน้าหน่วยงานฝนหลวง เมื่อประมาณ 30 ปีกว่า ๆ ราว ๆ ปี พ.ศ. 2512 ท่านนำอัตรากำลังทั้งหมดของหน่วยงานทำฝนเทียม ไปตั้งแค้มป์ที่สนามบิน จังหวัดอุตรดิตถ์ รับผิดชอบการทำฝนเทียมในภาคเหนือตอนล่าง จากการที่ท่านเป็นนักเรียนช่างกล คนหนึ่งจึงทำให้ท่านมีเพื่อนฝูงเยอะ โดยเฉพาะในกลุ่มของผมเองมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนประมาณ 5 คน เมื่อเกลอเก่ามาพบกันต่างก็ดีอกดีใจกันเป็นอันมาก เล่าความหลังสนุกเฮฮาตามประสามิตรสหาย เมื่อทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังกันดีแล้ว ท่านก็เริ่มอธิบายการทำฝนเทียมให้ฟังพอสังเขป จับใจความได้ดังต่อไปนี้ (อาจจะไม่ตามขั้นตอนหรือขาดสารเคมีบางตัวบ้าง ต้องขออภัยไว้ก่อนครับ) เมื่อเห็นกลุ่มเมฆขนาดพอที่จะทำฝนได้ตามปริมาณที่กำหนด 1 ต้องตรวจดูทิศทางลม โดยการปล่อยลูกโป่งสวรรค์ลอยขึ้นไป 2 นำเครื่องบินขึ้นไปสำรวจเมฆรอบๆบริเวณนั้น เพื่อความถูกต้องและ มั่น ใจว่าจะได้น้ำฝนที่ต้อง ตกลง มาตามเป้าหมาย เมื่อได้ข้อมูลจากการสำรวจแล้ว นำผลสำรวจมาปรึกษากันว่าสมควรจะดำเนินการทำฝนเทียมไหม ถ้าในที่ปรึกษากันตกลง ก็เริ่มดำเนินการต่อไป 3 นำเครื่องบินบรรทุกแก๊ส (ชนิดเดียวกันกับที่ใช้เชื่อมเหล็กนั่นแหละ) จะใส่เครื่องบดจนป่น ใส่ถุง กระสอบจนเต็มเครื่องบิน ตามนำหนักที่กำหนดแล้วนำเครื่องบินขึ้นไปสู่เป้าหมายข้างหน้าคือ กลุ่มเมฆ เมื่อถึงแล้วก็จะฉีดปล่อยแก๊สเข้าไปในเมฆ เมื่อละอองน้ำเจอแก๊สก็จะเกิดปฏิกิริยาเป็น ความร้อน เมฆก็จะลอยตัวหนีขึ้นสูง(ช่วงนี้ท่านลองย้อนดูที่ชาวบ้านเอา น้ำลาดลดแมวแล้วแผ่น ดินเกิดอะไรขึ้น) 4 หลังจากฉีดแก๊สเข้ากลุ่มเมฆเสร็จ เครื่องบินก็จะกลับลงมา แล้วนำปุ๋ย (คล้ายๆกับ ปุ๋ยยูเลีย) ขนขึ้น เครื่องบินตรงไปยังกลุ่มเมฆที่เดิม ถึงแล้วก็ฉีดพ่นปุ๋ยเข้าไปในเมฆจนทั่ว เขาบอกว่าไอน้ำมันจะไปจับติดอยู่ที่ปุ๋ยนั่น 5 เมื่อเสร็จจากการฉีดพ้นปุ๋ยเสร็จ เครื่องบินก็จะกลับลงมาสู่พื้นดินอีก คราวนี้คนงานก็จะรีบขนน้ำแข็งแห้งที่ใส่เครื่องบดจนป่น ใส่ถุงไว้คอยอยู่แล้วขนขึ้นเครื่องบินตามจำนวนที่กำหนด ขอเสริม เรื่องน้ำแข็งแห้งสักนิดครับ เพื่อเกิดประโยชน์แก่ท่านที่ยังไม่ทราบว่ามันให้คุณให้โทษอย่างไรบ้าง เอาเท่าที่ผมพอทราบนะครับ ถ้าหากท่านใดมีความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งแห้งแล้ว ได้โปรดกรุณาช่วยชี้แนะเพื่อเป็นวิทยาทานขอรับผม ก. สามารถทำน้ำโซดา ที่ผสมสุราดื่ม ใช้อัตราส่วนประมาณ 1 ก้อน ต่อน้ำหมื่นลิตร โดยการเอาลงแช่น้ำธรรมดานี่แหละครับจะกลายเป็นโซดาทันที แหล่งน้ำที่ไม่ดีเมื่อเอาน้ำแข็งแห้งใส่ลงไปเพียงไม่กี่อึดใจก็จะสะอาดจนสามารถใช้ดื่มกินได้จริงๆครับ ข. นักจัดเวทีการแสดง ก็ใช้น้ำแข็งแห้งนี่แหละเป็นเครื่องมือสร้างหมอกควัน คุณสมบัติของ น้ำแข็งแห้งไม่ละลายเป็นน้ำครับ แต่จะค่อย ๆ หายไปด้วยการระเหย บางทีก็เรียกระเหิด ห้ามจับแตะต้องด้วยมือเปล่าๆหรือส่วนที่ผิวหนังเปลือยเปล่าโดยเด็ดขาด เพราะความเย็นจัดซึ่งมากกว่าน้ำแข็งธรรมดาหลายเท่าตัวนัก จะทำให้ผิวหนังแห้งตายไม่สามารถรักษาให้หายได้ จำเป็นต้องผ่าตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้ง โปรดเข้าใจตามนี้ด้วยครับ วิธีจับหรือจะยกเคลื่อนที่ก็ต้องสวมถุงมือหนาๆสักหน่อย ถ้าไม่มีถุงมือก็หนังสือพิมพ์จะเก่าจะใหม่ใช้ได้หมดเอาคุมก้อนน้ำแข็งลงไปเลย คราวนี้ปลอดภัยแน่มาพูดเข้าเรื่องกันเถอะ ที่เอาน้ำแข้งแห้งขึ้นไปพ่นฉีดใส่เข้าไปในเมฆก็เพื่อเพิ่มความเย็นของอากาศในบริเวณนั้น จะทำให้ละอองน้ำจับตัวกันมากขึ้น เมื่อพ่นน้ำแข้งหมดก็จะรีบนำเครื่องบินกลับลงสู่พื้นดินทันที เมื่อเครื่องบินเข้าจอดเรียบร้อย คนงานก็จะรีบขนเกลือป่น ซึ่งเป็นเกลือเค็มๆที่แม่บ้านเขาใช้ปรุงรสอาหารในครัวนั่นแหละครับ ที่ผลิตจากนาเกลือบ้านเรานี่แหละ แปลกนะทำนาเกลือแต่ไม่ต้องใช้เมล็ดหว่าน แค่เอาน้ำที่มีรสเค็มๆมาตากแดด พอน้ำแห้งก็ได้เกลือแล้ว จัดหาชื้อมาเป็นเกลือเม็ดใหญ่ๆธรรมดานี่เอง นำมาใส่เครื่องบดจนป่นแล้วใส่ถุงเตรียมไว้ เมื่อคนงานขนเกลือป่นขึ้นเครื่องเสร็จ เครื่องบินก็ออกขึ้นสู้ท้องฟ้าทันทีมุ่งหน้าไปยังก้อนเมฆที่เก่านั่นแหละ พอถึงก็ดำเนินการฉีดพ่นเกลือป่นเข้าไปในก้อนเมฆทันที บินวนพ่นเกลือจนกว่าจะหมดแล้วจึงร่อนเครื่องกลับลงสู่พื้นดิน คอยดูผลของการดำเนินงานครั้งนั้นว่าจะออกมาแบบไหน ฝนจะตกลงมาได้ตรงเป้าหมายหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่ทิศทางลมครับ ถ้าลมยังมีความเร็วอยู่ตามปกติผลย่อมตรงเป้าหมาย แต่ถ้าเกิดลมเปลี่ยนทางเดินหรือเปลี่ยนความเร็ว เป้าหมายก็คาดเคลื่อน อาจพาฝนไปตกในพื้นที่ที่เขาไม่ต้องการน้ำก็ได้ เอาเกลือขึ้นไปโรยทำไมนะ หรือว่ากลัวน้ำฝนจะอ่อนเค็มทำให้ไม่อร่อย เปล่าหรอกครับ คุณสมบัติของเกลือมีเท่าที่ควรทราบ 2 อย่าง คือ 1. ให้ความเค็ม 2. ให้ความเย็น เกลือจะตกอยู่ตรงไหนก็ได้จะทำให้อุณหภูมิตรงนั้นลดลงประมาณ เท่าตัว ดังนั้นอะไรเกิดขึ้นบนก้อนเมฆ น้ำแข็งแห้งก็เย็นยิ่งกว่าเย็นแล้ว ดันเอาเกลือสาดเข้าไปอีก ทำให้ความเย็นยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ จนกระทั้งละอองน้ำจับตัวกลายเป็นลูกเห็บเชียวนะท่าน เมื่อมันเป็นดังนั้นแล้ว น้ำหนักมันจึงมากขึ้นจนไม่สามารถที่จะลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะหาที่อยู่ใหม่ให้เหมาะสม จึงลอยต่ำลง ๆ กระทบความร้อนข้างล่าง ก้อนลูกเห็บก็ระลายกลายเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นดินที่เราเรียกว่าฝนตกไงครับ มานอกเรื่องอีกนิด เรื่องของเกลือนี่ มันทำให้คนบางคนเป็นผู้วิเศษเหนือคนได้นะครับ ถ้ารู้จักเกลือดี เช่นเมื่อสมัยก่อนๆปี พ.ศ.2500 ก็พอ บ้านไหนมีงานแต่งงานลูกสาว จะมีญาติทั้งสองฝ่ายมาร่วมงานช่วยเหลือกันด้วยความสามัคคี ฝ่ายทางเจ้าสาวจะเป็นผู้หุงหาอาหารรับลองเลี้ยงดูแขกที่มาในงาน ในโรงครัวฝ่ายเจ้าสาวจะห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนของเจ้าบ่าวเข้าไปเลย ไม่งั้นแขกที่มาร่วมช่วยงานจะไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลาอันสมควร เพราะทำอาหารไม่สุกตามเวลาที่ควรจะสุก ก็เหตุเพราะคนของเจ้าบ่าวแอบเอาเกลือใส่เข้าไปในเตาไฟไง คนโบราญเขาเล่นกัน มีอีกครับ ใช้ในการลุยไฟ เชื่อไหมครับคนไทยเราเล่นกันมาก่อนคนจีนนานแล้วเรื่องลุยไฟเนี่ย ส่วนมากจะเป็นนักเถิดเทิง(กลองยาว) เมื่อตั้งวงบรรเลงเพลงกลอง ปี่,ฆ้อง,ฉิ่ง,ฉาบ,กรับ,โม่ง พร้อมด้วยเหล้ายาปลาปิ้ง ครั้นเมาได้ที่ใครมีอะไรเด็ดๆก็เอาออกมาแสดงอวดกัน ส่วนมากจะจำมาจากผู้อื่น สมัยก่อนเขาจึงเรียกว่าจำอวด ต้องเมาก่อนจึงจะเล่นได้ ไม่งั้นหน้าไม่ด้าน คือยังมีความอายอยู่ อุปกรณ์ก็มีถ่านท่อนไม้สำหรับก่อไฟเป็นทางยาวประมาณ 2 เมตร ถ้ายาวมากๆอาจทำให้ฝ่าเท้าพองได้ ไม่ใช่ไม่ร้อนเลยนะ แต่ร้อนพอทนได้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เกลือ เอาซ่อนๆมาสักครึ่งตะกล้า สมัยก่อนใช้กันแต่ตะกล้าและกะบุง พอก่อไฟติดลุกโชนดีพอควรก็เอาเกลือเม็ดที่เตรียมมาโรยลงไป ทำเป็นท่องคาถาดับพิษไฟ เพื่อให้คนดูเกิดความศรัทธา พวกกลองยาวก็ตีดังกึกก้องร้าวใจยิ่งนัก เอาเกลือสาดซ้ำลงไปอีก ทำลักษณะแบบไล่ไฟ พอผู้คนมาล้อมวงหนาแน่นดีแล้ว ก็เริ่มออกเดินเยาะๆในถ้าเต้นรำให้เข้ากับจังหวะของกลองยาวพอดีครับ พอสุดกองไฟก็ร่ายรำรอบๆกองไฟในท่าแปลกๆที่คนอื่นๆทำไม่ได้ (ต้องมีการฝึกซ้อมครับ) ที่ต้องรำออกท่าต่างๆโชว์ก็เพื่อให้ฝ่าเท้าหายร้อนลงก่อน แล้วจึงเดินลุยไฟโชว์ใหม่อีกต่อไป พวกเด็กๆที่ทะลึ่งๆเมื่อเมาเข้าหน่อยก็แอบๆวิ่งลุยไฟตามเขาไปก็ได้ แต่พวกนี้ยังไม่ค่อยมั่นใจกล้าๆกลัวๆ ต้องกระโดดย้งๆอย่างเร็ว คนดูชอบใจตบมือให้อันเดอรกันรอบวง ผมเองก็เอากะเค้าด้วยเหมือนกัน กลัวเขาว่าไม่กล้า มันก็ร้อนนะ ฝ่าเท้าพอเปลี่ยนสีแดงนิดๆไม่ถึงกับพอง ท่านเชื่อไหม ถ้าไม่มีเกลือ ลูกเด็กเล็กแดงเราจะไม่มีไอสกริมรับประทาน (เมื่อสมัยก่อนเขาเรียก ไอติม,หวานเย็น) ถ้าไม่มีเกลือใส่ลงไปในน้ำแข็ง ให้ปั่นทั้งวันไอสกริมก็ไม่แข็ง และถังสำหรับเก็บไอศกรีมก็เถอะ ถ้าไม่มีเกลือใส่ผสมน้ำแข็งไว้รอบๆถังนั่น เพียงชั่วคู่ไอสกริมก็ละลายเป็นน้ำหมดครับ ผมขอเล่าเรื่องการปฏิบัติของเพื่อนๆสักนิด งานของเขามันจะเป็นไปตามระบบอย่างต่อเนื่องจริงๆ เขาทำแบบเล่นๆ มันตรงกับคติพจน์ของผู้บังคับบัญชาผมคนหนึ่ง(ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน) คืออดีต ผวจ.นายกาจ รักษ์มณี ท่านกล่าวให้ได้ยินเสมอว่า จงทำงานเป็นเล่น และทำเล่นให้เป็นงาน ผมนำเอาไปเป็นแนวทางปฏิบัติและชี้แนะผู้ใต้บังคับบัญชามาตลอด ทำให้ผลงานสำเร็จได้ตามเป้าหมาย จนเกษียณอายุราชการ ผมดูเพื่อนๆทำงานกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครเครียดอะไรเลย การแต่งตัวก็เหมือนอยู่กับบ้าน เจ้าหน้าที่ขับเครื่องบิน ถ้าท่านเห็นจะนึกขำ นุ่งกางเกงขาก๊วยมีผ้าคะม้าคราดพุงไม่สวมเสื้อรองเท้าแตะฟองน้ำ พาเครื่องขึ้นปฏิบัติ การแล้วเสร็จ ร่อนลงจอดเรียบร้อย รีบลงจากเครื่องมาที่วงเล่นโยนอ่อยล้อหยอดหลุมกับคนงานทันที ครั้นคนงานที่มีหน้าที่ขนเคมีต่างๆขึ้นเครื่องเสร็จ ก็รีบวิ่งขึ้นเครื่องนำวัสดุที่เคยกล่าวแล้วนั้น ขึ้นไปดำเดินการต่อ เป็นแบบนี้ตลอดและผลงานก็บรรลุตามเป้าหมายด้วยดี ผมก็อยากให้คุณๆที่มีความเครียดต่อการทำงาน ลองๆเอาคติของท่าน ผู้ว่ากาจ รักษ์มณี ไปพิจารณาดำเนินการดูบ้าง แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง ชีวิตท่านจะพบความสำเร็จตามเป้าหมายถ้าหากท่านต้องการพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต ขอชี้แนะให้ท่านอ่านทฤษฎีการปฏิบัติกรรมฐาน ของอาจารย์บังนันต์ เมืองตูล ครับผม ท่านจะพบความสุขอันแท้จริง ถ้าท่านลองปฏิบัติเล่นๆดูนี่แหละ อย่าจริงจัง ทำเล่นๆอย่างต่อเนื่อง แล้วท่านจะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตใหม่ของท่านเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ท่านก็ต้องเชื่อ เพราะท่านจะพบด้วยตัวท่านเอง ขอเพียงให้ท่านปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนจริงๆนะ แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง ย้อนมาพิจารณาพิธีการแห่นางแมวขอฝน มันเป็นภูมิปัญญาของคนโบราญ ไม่สามารถแสวงหาเรื่องที่มาที่ไปว่าใครหรือเผ่าพันธุใด เป็นผู้ค้นคิดพบครั้งแรกได้ และมีความสอดคล้องกับ ทฤษฎีของการทำฝนเทียมด้วย ดังนั้น คนปัจจุบันขอจงให้ความเคารพนับถือในภูมิปัญญาของต้นตระกูลไทยเรา และขอได้โปรดช่วยทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษของเราด้วย ดวงวิญญาณของท่าน อาจดลบันดารให้เราๆซึ่งถือว่าลูกหลานของท่าน ได้พบความสำเร็จตามที่ใจมุ่งหวังในสิ่งที่ปารถนาก็ได้นะครับ ในที่สุดบทความเกี่ยวกับเรื่องราวของการแห่นางแมวขอฝน อันถือได้ว่าเป็นประเพณีหนึ่งของชาติไทยเราที่ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมานานแสนนานจนบัดนี้ถือได้ว่าเป็นตำนานพื้นบ้านไปแล้ว แต่ก็ยังมีชาวบ้านในชนบทบางท้องที่ยังถือปฏิบัติอยู่ไม่ทอดทิ้งเสียเลย ยามฝนแล้งมากๆเขาก็ยังทำกันอยู่ บางแห่งมีการปั่นเมฆ , อีเป๋อ (ปั้นหุ่นมนุษย์ผู้หญิงหรือผู้ชาย) ใช้ดินเหนียวปั้น จะพบเห็นได้ตามท้องทุ่งนา จะไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆติดตัวเลย อวัยวะทุกอย่างคบถ้วน ไม่ใช่ โป๊นะ แต่เปลือยเลยครับ บางตัวเท่าๆของจริงเชียวละ เขาทำแก้เคล็ดเพื่อให้ฝนตก อันนี้จะไม่มีผลต่อความอันน่าจะเป็นเลย เพราะไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ใดใดทั้งสิ้น คิดว่าทำเพื่อประชดธรรมชาติมากกว่า หรือไม่ก็ว่างงานแล้ว ทำไปงั้นๆแหละดีกว่าอยู่เปล่าๆ เป็นการโชว์ผีมด้วย ผมขอเตือนหน่อยเฉพาะคนพิเรนๆ อย่าไปทำอะไรๆกับหุ่นไอ้เมฆ , อีเป๋อ เข้าเชียวนะ เพราะอาจโดนแจ้งข้อหาการกระทำอนาจารหุ่นได้นะครับ เขาปั้นได้เหมือนคนจริงๆ ความอ่อนนุ่มของผิวก็คล้าย (ดินยังไม่แข็งตัว)คนจริงๆ แต่ถ้าท่านมืดมนต์ในชะตาชีวิต ขอได้โปรดเรียกใช้ อาจารย์บังนันต์ ชี้แนะความสว่างแห่งทางเดินของชะตาชีวิตท่านได้ และจะไม่ผิดหวัง ถ้าสนใจการพยากรณ์ดังกล่าวก็ติดต่อเรียกใช้ได้ตามเบอร์โทร.ข้างล่างนั้น กระผม บังนันต์ เมืองตูล ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ได้ติดตามผลงานด้านวรรณกรรม เล็กๆน้อยๆของกระผม หวังว่าคงให้ความรู้และความบันเทิงแก่ท่านบ้าง หากมีสิ่งขาดตกบกพร่องกระผมขอน้อมรับผิด และกราบขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ขอรับผม ขอได้ติดตามงานอื่นอีกต่อไปและที่จะลืมไม่ได้ คือขอขอบคุณทีมงานของเจ้าหน้าที่ www.meesook.com ที่ให้ความอนุเคราะห์มาด้วยดีตลอดมา ขอให้ทุกท่านจงโชคดีมีเงินใช้มากๆดังที่ปารถนาทุกๆท่านเทอญ สวัสดี บังนันต์ เมืองตูล โทร 0-1281-6912 |
|
|