|
เผยแพร่เป็นวิทยาทานผ่านเว็บ meesook.com โดยอาจารย์ บังนันต์ เมืองตูล ข้อเท็จจริงจากใจ กระผมมิได้มีเจตนา ที่จะตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์ใดใดทั้งสิ้น ด้วยเกิดจากแรงบันดาลใจที่อยากจะให้บทความนี้ เกิดประโยชน์ต่อผู้มีใจมุ่งมั่นในการปฏิบัติกรรมฐาน มันเป็นการชำระล้างจิตและวิญญาณของตัวเองให้สะอาดสดใส โดยปราศจากกิเลสใดใดมาทำให้ม่นหมอง เพื่อบั่นปลายชีวิต เมื่อถึงคราวสิ้นชีพเปลี่ยนภพใหม่ จะได้มีความสุขดังใจปารถนาสมดังที่สร้างกรรมดีไว้ ร่างกายนั้นใครๆก็ทราบกันมาแต่เด็กแล้ว ว่าทำอย่างไรจึงจะสะอาด ทุกคนตามปกติต้อง อาบน้ำ สองครั้งต่อวันอยู่แล้ว แต่จิต นี่ซิน้อยคนนักที่จะคิดถึงมัน วันหนึ่งๆคิดทั้งดีทั้งร้ายไม่รู้เท่าไร นั่นแหละกิเลสเกาะเต็มไปหมด คนส่วนใหญ่ตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยชำละล้างจิตของตัวเองให้สะอาดเลย อาจจะไม่ทราบหรือมุ่งแต่เรื่องทำมาหากิน เรื่องวัดเรื่องวานี่ไม่ต้องถาม นอกจากไปเผาศพเท่านั้น ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ถ้าหากไปกระทบกระเทือนใจคนบางท่านเข้า ตัวกระผมเองเปรียบเสมือนหิงห้อยน้อยๆ ที่มีแสงสว่างในตัวเองพอสวยงามเพียงเล็กน้อย แต่มีจิตต้องประสงค์เผื่อแผ่รัศมีของตัวเองให้เพื่อนร่วมโลก อันได้แก่ผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ได้เป็นแนวทางปฏิบัติตามบทความนี้ ถ้าท่านมีบารมีและดำเนินการให้ถูกขั้นตอนตามที่จะชี้แนะ และหมั่นเพียรปฏิบัติอย่าหยุด แล้วท่านจะต้องได้พบแสงสว่างแห่งความจริง ความสุขที่อิ่มเอิบซึ่งเกิดจากความปีติ สรรหาคำพูดมาบอกกล่าวกันไม่ได้หรอกครับ เปรียบเสมือนคนไม่เคยกินเกลือ จะใช้คำพูดอะไรๆมาอธิบายยังไงก็ทำไม่ได้ที่จะให้ทราบว่ารสของเค็มเป็นเช่นไร (มันเป็นนามธรรมครับ ) ต้องประสบด้วยตัวเองจึงจะรู้ซึ้ง จริงๆครับ ดังนั้น กระผมจึงพิจารณานำบทความนี้เข้าเว็บ www.meesook.com เพื่อเป็นสื่อสำหรับเผยแผ่ทาง INTERNET เพื่อจะได้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ท่านทั้งหลายที่ใฝ่ใจในธรรม ในชีวิตของกระผมยังไม่เคยบวชเลย ไม่ว่าในศาสนาใด ได้แต่ศึกษาหาความรู้สร้างสมไว้ในตัว และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาจารย์ทั้งหลายโดยไม่เลือกเจาะจงเป็นปัจเจกบุคคล (เฉพาะคน ) การชอบอ่านหนังสือทุกประเภทและชอบเข้าหาพระสงฆ์รับฟังการสาธยายธรรมจากพระอาริยะสงฆ์ และเผอิญได้มีโอกาสถูกทางราชการเรียกตัวไปฝึกอบรมวิชาการเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อสมัยยังรับราชการอยู่ เนื่องจากได้คณะท่านอาจารย์ชุดที่เป็นครูฝึกปฏิบัติกรรมฐานครั้งนั้น เป็นชุดของพระราชสำนักซึ่งอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมี (ขออนุญาตเอ่อนาม ) พอ.พิเศษ ปาน จันทานุต ถ้าเขียนผิดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะเป็นเวลานานประมาณ 20 ปีแล้ว ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่าย ฆราวาสและ พระมหาบุญหลง 9 ประโยค เป็นอาจารย์ใหญ่ ทางพระสงฆ์ ได้รับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างเข้มงวด ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงทำให้ผมได้ความรู้มาอย่างแจ่มแจ้งและด้วยมีบารมีเก่าแต่ชาติก่อนมาก จึงทำให้การปฏิบัติก้าวหน้าเป็นไปอย่างราบรื่น หาได้อวดอ้างหรือ อุตริในสิ่งที่ไม่มีในตนไม่ ถ้าท่านอ่านบทความนี้แล้ว ลองปฏิบัติดู ทำเล่นๆแหละครับ ไม่ต้องจริงจังมาก เพราะมันจะเป็นกิเลส แล้วไม่สำเร็จครับ เมื่อปฏิบัติแล้วมันเกิดผลยังไง หรือมีข้อขัดข้องอย่างไร อย่าเก็บไว้คิดคนเดียว ขอได้โปรดให้ความไว้วางใจ ให้กระผมช่วยสอบอารมณ์การสอบอารมณ์เป็นภาษาของกรรมฐาน ไต่ถามข้อสงสัยในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติครับ ต่อไปนี้เป็นการบอกกล่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ซึ่งแตกต่างจากตำราอื่นๆที่ท่านเคยอ่านหรือเล่าเรียนมา เนื่องจากบทความนี้เกิดจากผลของการปฏิบัติกรรมฐาน ( กัมมัฏฐาน ) ไม่ใช่จากปริยัติ คือการเล่าเรียนหรือจากตำรา ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อน (อาจจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนนะ ) สังเกตมะ คนเราเมื่อมีอายุสูงขึ้นๆมักจะหันหน้าเข้าวัดเข้าวามาปฏิบัติธรรมกัน ทำๆมัย เขาบอกว่า (พระพุทธเจ้า ) คนเราทุกคนเกิดมาจะต้องมีร่างกายและจิตใจ (วิญญาณ ) ประกอบกันสองอย่างจึงจะเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์ ร่างกายเมื่อสกปรก ก็ต้องชำระล้างด้วยการอาบน้ำ และจิตใจเมื่อสกปรก จะทำอย่างไร พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้ว จึงชี้แนะให้ปฏิบัติกรรมฐานเท่านั้น จิตจึงจะสะอาดได้ ลองคิดดูวันหนึ่งๆว่าเราคิดมิดีมิร้ายอะไรบ้าง นั่นแหละที่ทำให้จิตสกปรกร่างกายเราอาบน้ำทุกวัน แล้วจิตเล่า ตั้งแต่เกิดจนตายน้อยคนนักที่จะชำระล้างจิต ( ปฏิบัติกรรมฐาน ) เมื่อจิตสะอาด มันก็สงบทำให้กิเลสต่างๆออกไป (กิเลส คือความอยากทั้งหลาย เช่น อยากได้, ไม่อยากได้, อยากเป็น, ไม่อยากเป็น,ฯลฯ มันเสมือนความมืด เมื่อความมืดหายไป ความสว่างไสวก็กลับมาแทน เรามาเริ่มต้นกันเถอะ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอน เหมือนการขึ้นบ้านเรือนชาน ก้าวขึ้นทีระขั้นๆมันมีมากมายรายวิธี เช่นขึ้นบันได, ขึ้นลิฟท์,โหนเชือกขึ้น, หรือเอาไม้ค้ำถ่อขึ้น, ปีนหน้าต่าง ฯลฯ ควรพิจารณาเลือกเอาทางที่ดีที่สุด เพราะเมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนแล้ว ผลมันก็เหมือนกันไม่ว่าจะขึ้นทางไหน การปฏิบัติกรรมฐาน ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่ามีถึง 40 ทาง จะให้บอกทางทั้งหมดกระผมคงจนปัญญา แต่ทางที่พระพุทธองค์ทรงเลือกปฏิบัติและสำเร็จตรัสรู้ด้วย อริยสัจ 4 เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ท่านทรงพิจารณาเลือกปฏิบัติทางสายกลาง ที่ไม่ตรึงเกินหรือหย่อนเกิน ทางนั้นคือ อานาปานสติ โดยกำหนดลมหายใจเข้าออกขณะปฏิบัติกรรมฐาน ดังนั้น เรามาเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ไหว้พระก่อนนะครับ (แต่ต้องปาวนาศีล ก่อนนะเอาเพียงศีล 5 ก็พอแล้ว ) เมื่อสวดมนต์เสร็จ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ร่วงลับไปแล้วทุกๆคนและสัตว์โลกทั้งหลาย ต่อด้วยการแผ่เมตตา ต้องตั้งจิตให้มั่นให้ด้วยความเต็มใจนะ ไม่งั้นจะไม่มีผลอะไรเลย ไม่ต้องเกรงกลัวว่าบุญของเราจะหมดไปเนื่องจากการอุทิศส่วนกุศลนั้น เขาเปรียบเสมือนว่าบุญคือแสงสว่างแห่งดวงประทีป เมื่อมีผู้คนร่วมเดินทางไปในที่มืดๆ เรามีแสงสว่างเพียงคนเดียว แต่มีใจเมตตาบอกให้พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาในรัศมีแสงสว่างของ เรา ท่านเห็นภาพหรือยัง ว่าแสงนั้นจะน้อยลงได้ไหม บุญของเราก็คือกันไม่มีหมดและจะได้เพิ่มขึ้นอีก คือบารมี เมื่อเข้าใจดีแล้ว เราก็หวนกลับมาเรื่องเดินจงกรม ไม่ใช่เดินเป็นวงกลมๆนะครับ อย่าเข้าใจผิด คือการเดินไปเดินมา ตามระยะทางที่กำหนด ไม่ใกล้เกินหรือไกลเกินควรจะมีระยะทางประมาณ 3 ถึง 5 เมตร ก็พอควรแล้ว ทำไมจึงต้องเดินจงกรม เพราะว่าการเดินจงกรมนั้นเป็นการเหนี่ยวรั้งจิตที่กระเจิดกระเจิงท่องเที่ยวอยู่ที่ไหนๆก็ไม่ทราบ ให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเร็วๆ ท่านทราบมั้ยว่าจิตของคนเรามีกี่ดวง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมดมี 89 ดวง แต่แพทย์แผนปัจจุบันบอก คนเรามีเส้นประสาทสายเมน 88 เส้น แบ่งงานกันทำเป็นครู่ๆ รับและส่งความรู้สึกสู่สมอง (ทางพระเรียกว่าเวทนา)แปลว่าความรู้สึก จะหาอ่านได้ใน ขันธ์ 5 จะบอกก็เกรงว่าจะเขียนไม่ถูก เพราะเป็นภาษา บาลี เอาตัวอย่างนะ เช่น รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ สัญญา นอกเรื่องเสียนาน คิดว่าคลายเครียดนะการเดินไม่ยากครับ แต่มายากตอนกลับตัวที่จะเดินกลับ หลังจากแผ่เมตตาเสร็จเรียบลุกขึ้นไปตรงที่จะเดินทันที เปรียบเสมือนช่างตีเหล็ก ต้องตีขณะที่เหล็กกำลังร้อนๆอย่างต่อเนื่อง ไม่งั้นอย่างหวังเลยว่าจะพบความสำเร็จ อย่าลืมระยะทางที่จะเดินควรจะมีความประมาณ 3 5 เมตร ก็พอ ยืนหันหน้าไปทางจุดที่จะหยุดแล้วหมุนตัวกลับหลังเดินมาที่เดิม เริ่มจากการยืนให้ตัวตั้งตรง เท้าทั้งสองข้างวางชิดกัน ไม่ถึงกับเบียดกันให้ห่างกันสัก 2 นิ้ว เพื่อการทรงตัวมั่นคง ( ช่วยลุกขึ้นทำตามด้วยครับจะได้ไม่ผิดเพี้ยน ต่อไปจะได้สอนลูกหลานได้ถูกต้อง ) ฝ่ามือข้างซ้ายเอามาคว่ำลงที่ต่ำกว่าสะดือพอควรแล้วเอาฝ่ามือข้างขวาคว่ำลงทับบนหลังมือข้างซ้ายหรือจะหย่อยฝ่ามือลงสุดแขนเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องเก็ง ลองทำดูเอาให้สะดวก สายตามองข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย (จิตจะได้ไม่วอกแหวก ) หายใจลึกๆ 3 ครั้ง ควรภาวนาคำว่า พุท ขณะลมหายใจเข้า และ โธ เมื่อหายใจออก ครบ 3 ครั้งแล้ว ให้หลบสายตาลงพอเห็นหัวนิ้วโป้เท้า เอาจิตจับเกาะติดอยู่ที่นั่นหยุดคิดถึงเรื่องใดใดทั้งหมด แล้วค่อยๆยกเท้าข้างขวาขึ้นพอพ้นพื้นที่ยืนกระว่าสูงประมาณสักฝ่ามือตัวเองนะครับช้าๆ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย แล้วก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับคำ ภาวนาว่า พูท ( ไม่ใช่เขียนผิดนะ ตั้งใจเขียนตัวนี้ พูท เพื่อให้การออกเสียงได้ถูก พุทยาวๆงัยครับ ) ผมไม่ใช่เพี้ยนนะครับแต่เพื่อความจริงจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ภาวนา พูท และหายใจเข้าลึกๆพร้อมๆกับยกเท้าข้างขวาก้าวไปวางข้างหน้าให้สุดคำว่าพุทพอดีกับเท้าลงถึงพื้นพอดีๆจริงๆนะ ให้เลยหัวนิ้วโป้เท้าซ้ายไปประมาณหนึ่งฝ่ามือตัวเอง ไม่ต้องรีบต้องร้อน แล้วยกเท้าซ้ายก้าวไปพร้อมหายใจออกและ ภาวนาคำว่า โธ ยาวๆทำเช่นเดียวกันกับที่ก้าวเท้าข้างขวาเลยครับ ก้าวเลยไปวางลงให้ห่างจากหัวนิ้วโป้เท้าข้างขวาประมาณ หนึ่งฝ่ามือเช่นกัน เดินไปจนถึงที่ที่กำหนดจะหยุดกลับตัวหมุนกลับแล้วเดินมายังที่เดิม มาดูการหมุนตัวกลับหลัง ( ไม่เหมือนกลับหลังหันในระเบียบตั้งแถวนะครับ ) มันต่างกัน ทำตามด้วยครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะงงและทำไม่ถูกต้อง เมื่อถึงจุดที่กำหนดให้เงยหน้าขึ้นส่งสายตาแลไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เพื่อคลายความเครียดของตา ภาวนา คำว่าพุท โธ 3 ครั้ง ขออภัย ลืมบอกจุดสุดท้ายที่จะหยุดเดิน ให้ท่านวางเท้าข้างซ้ายเพียงเสมอกันกับเท้าข้างขวาให้พอดี ต่อจากนี้มาดูการกลับตัวเพื่อจะเดินกลับมาที่เดิมยกปลายเท้าข้างขวาขึ้นพอประมาณ ส่วนส้นเท้ายังคงติดอยู่ที่พื้น น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าข้างซ้าย ภาวนา พูท ด้วยนะ แล้วหมุนเท้าข้างขวาไปวางตรงกับไหล่ข้างขวาให้พอดี แล้วยกเท้าข้างซ้ายตามไปวางชิดกับเท้าข้างขวา อย่าลืมคำภาวนา ว่า โธ ด้วยครับ ช่วงนี้จะเป็นขวาหันแล้วครับ แล้วดำเนินการต่อไปเหมือนครั้งแรกอีกรอบ ก็จะเป็นอันกลับหลังได้โดยสมบูรณ์ รองทำหลายๆครั้ง จะเห็นว่ามันไม่ใช่ของยากเลยจริงไหม เมื่อกลับหลังแล้วเสร็จ มองไปทางหน้าส่งสายตาไปอย่างไร้จุดหมาย หายใจลึกๆ สามครั้ง อย่าลืมภาวนา พูท-โธ ไปด้วย แล้วเริ่มเดินจงกรมต่อไปจนถึงที่กำหนดเวลาไว้ว่าครั้งนี้จะปฏิบัติกรรมฐาน นานกี่นาทีโดยปกติจะใช้เวลาอยู่ในระหว่าง 5-20 นาที นี่ก็เพียงพอแล้ว ขอให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทุกๆวันเถอะ สำหรับฆราวาส (บุคคลที่ไม่ใช่นักบวช ) พระท่านบอก การที่จะจับดวงจิตของตนเองให้หยุดนิ่งๆได้สักหนีดเนี่ย เอาเพียงแค่ 3วินาทีนี่แหละ สู้บังคับลิงจำนวน 100 ตัว ให้หยุดนิ่งเฉยๆพร้อมๆกันยังง่ายกว่าอีกครับ เขาบอกว่าระยะเวลาเดินจงกรมกับปฏิบัติกรรมฐานจะต้องสอดคล้องกัน คือประมาณพอๆกัน ถ้าเดิน 15 นาที ก็ใช้เวลาปฏิบัติกรรมฐาน 15 นาที เหมือนๆกัน ข้อนี้อย่างไปเคร่งคัดมันนักจะเกิดความเครียด ทำให้เป็น กิเลส หลังจากเดินจงกรมเสร็จ รีบเข้าที่นั่งลงแล้วอธิษฐานจิตเพื่อปฏิบัติกรรมฐานทันที เหมือนช่างตีเหล็ก ถ้าขืนชักช้าเหล็กเย็นลงก็ต้องเริ่มเผาไฟกันใหม่แหละครับ กรรมฐาน ถ้าช้า จิตของเรามันก็จะฟุ้งซ่านเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนให้วุ่นอีกเหมือนเก่า ต้องทำให้ต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ ที่จริงเราก็ต้องกำหนดสถานที่อันเหมาะสมไว้ก่อนแล้ว ว่าตรงไหนสมควรแก่การที่จะปฏิบัติธรรม อย่างเช่น ในห้องพระ, หน้าหิ้งพระ, หรือสถานที่อันสงบๆสักแห่ง ตามแต่จะสะดวกของแต่ระบุคคล แม้แต่บนที่หลับนอนของเราก็ได้ไม่เป็นปัญหาใดใดทั้งสิ้น สิ่งที่รบกวนร่างกายมากก็คือ ยุง ส่วนทางจิตนั้น คือ นิวรณ์ 5 ข้อหลังนี้เดี๋ยวจะบอกและ ยุง ท่านทราบมาแต่เด็กแล้ว แต่ก็หลายคนนะไม่รู้ว่ามันมีสักกี่ชนิดหาเอาเองครับ บอกอย่างยุงตัวผู้ไม่กินเลือดคนครับเพราะมันกินยางไม้ มนุษย์ก็พอๆกับยุงนะครับ เพศเมียเนียะ เล่นเอา คนเพศผู้ ขนาดระดับ 10,11ติดคุกกันมามากต่อมากแล้ว แหละก็โดนยิงเป้ากันน้อยชะเมื่อไร ดังนั้นก่อนจะทำอะไรๆลงไปก็ควรพิจารณาไว้บ้าง อย่าใช้แค่ความคิด เพราะคำว่าคิดกับคำว่าพิจารณา ทั้งสองคำนี้แตกต่างกันมาก คิดนี่มันแป๊บเดียว แต่การพิจารณานี่บางเรื่องหลายๆเดือนก็ยังไม่เสร็จ จริงไหม เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องเดินจงกรมแล้ว ก็ต้องรีบนั่งทันทีโดยใช้ท่านั่งขัดสมาธิ (นั่งขัดสะมาด ) เท้าซ้ายอยู่ข้างล่าง เท้าขวาทับบนเท้าซ้าย แล้วเอาฝ่ามือซ้ายหงายวางลงบนหน้าตัก เสร็จแล้ววางฝ่ามือขวาลงทับบนมือซ้ายวางให้เข้ารูปแบบพระพุทธรูปทรงปรางสมาธิ ให้หัวนิ้วชี้มือขวาชนหัวนิ้วโป้มือซ้าย เอาพอแตะกันตามสบายบางท่านก็วางแบบให้หัวนิ้วโป้ทั้งสองมือชนกันก็มีเยอะ ท่านสามารถที่จะเลือกใช้ได้ตามจริตของตัวเองถนัดเพราะไม่มีข้อบังคับเจาะจง นั่งตัวตรงหรือจะโค้งลงนิดๆ ก็ไม่ว่ากัน หลับตาพอเปลือกตาปิดสนิทไม่เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าเกร็งจนหนังตาย่นหลับเพียงพอดีๆตามสบาย แล้วลองหายใจดูซิ ลึกๆ สั้นบ้าง ยาวบ้าง ถ้ายาวนี่เท่ากับกรรมการนักมวยนับนักมวยที่ถูกคู่ต่อสู้ชกแล้วล้มลงไปนอน แล้วนับจนถึง 10 นั่นแหละครับ เมื่อได้ทดสอบทางลมหายใจดีแล้ว ก็เริ่มกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก บัดนี้ ถึงเวลาปฏิบัติกรรมฐานโดยตรงระนะ ในเมื่อถ้านั่งและวางมือได้ถูกต้องที่เรียบร้อยแล้ว หลับตามสบาย หายใจเข้า-หายใจออกอย่างสม่ำเสมอ อย่ากระตุกหรือกระชากลมหายใจ จะสั้นหรือจะยาวไม่สำคัญเอาความรู้สึกกำหนดจิตไว้ที่รูช่องจมูก พยายามหายใจเข้า-ออก ให้ความถี่ ห่างเป็นไปอย่างเท่าๆกัน ลมหายใจเข้าก็รู้ ออกก็รู้ อย่าติดตามหายใจไปในท้องนะ เขาให้กำหนดทางลมลงไปในท้องสุดตรงจุดเหนือสะดือประมาณ 2 นิ้ว ขอบอกท่านสุภาพบุรุษ ไว้ก่อน อย่างให้ลมลงต่ำจนถึงลูกอัณฑะ โดยเด็ดขาด เพราะไม่นานนักท่านจะหมดความรู้สึกทางเพศ ลงต่ำสุดเหนือสะดือแค่ 2 นิ้วจะพอดีแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นด้วย ขณะนี้ให้มีความรู้สึกเพียงลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เรื่องราวต่างๆปล่อยวางให้หมด ความรู้สึกในเรือนร่างอยู่ที่ปลายจมูกแล้วจิตเล่ามีอะไรให้เกาะยึดเหนี่ยวบ้างหรือเปล่า มีครับความสำคัญไม่แพ้การรับรู้ลมหายใจเข้า-ออกเลยครับจิตกำหนดจับอยู่ลมหายใจเหมือนกัน คือหายใจเข้าก็ภาวนาคำว่า พุท ( พูท ) จะสั้นหรือยาวอยู่ที่ลมหายใจและหายใจออกก็ ภาวนาคำว่า โธ จะยาวหรือสั้นก็อยู่ที่ลมหายใจเข่นกัน หายใจเข้าก็ พูท หายใจออกก็ โธ หวังว่าคุณท่านคงจะเข้าใจบ้างแล้วนะ ขอบอกก่อนเฉพาะบางท่านนะ ในช่วงระยะประมาณ 5 นาทีแรกท่านอาจจะมีอาการปวดเมื่อยหรือเป็นเหน็บชา ไม่ต้องวิตกกังวน พอพ้นเลยไปสักคู่อาการนั้นจะหายไปเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ต้องเกร็งนั่งอย่าให้ตัวงอลงมาจนอกตกลงมากองอยู่บนพุงนะ เดี๋ยวก็จะพาลหลับเอาง่ายๆ ขณะที่เรานั่งหลับตาภาวนา พุท-โธ อยู่นั้น จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีแน่ๆครับเช่นความเจ็บปวดเมื่อยขาเท้า ปวดเอวปวดหลัง ข้อนี้ปกติของทุกๆคน ครับ แต่ท่านจะหนีไม่พ้นเลยมีอีกครับ แม้แต่พระสิทธัทถะกุมาร ก็ผจญมาแล้ว มันคือพญามารทั้ง 5 ( นิวรณ์ 5 ) คำจำกัดความ คือตัวกรีดกั้นขวางทางสำเร็จของผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ชาวบ้านเขาเรียกพญามาร ตัวนี้แหละที่พระพุทธเจ้า ชนะมันจนสำเร็จสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า มันมีตัวอะไรบ้าง ขอย้ำนะ นิวรณ์ 5 นี่ต้องจำมันให้เข้าใจเลยนะ มันมีดังต่อไปนี้ :- 1. หมกมุ่นกามารมณ์ ลุ่มหลงความรัก 2. โกรธเกลียด อาฆาต พยาบาทเครียดแค้น 3. ซึมเซา เหงาหงอย หาวนอน 4. ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ รำพึงรำพัน 5. ลังเล สงสัย เชื่อ ไม่เชื่อ กระผมพิจารณาแล้วนะ คงไม่ต้องอธิบายรายละเอียด นะครับ เดี๋ยวจะว่าผมดูถูกภูมิปัญญาของท่านขณะที่เราอยู่เฉยๆเนี่ย ไม่มีอะไรมารบกวนจิตใจเราเลย แต่พอนั่งหลับตาภาวนา พุท-โธ ปุบมันมาทันที ขณะที่ท่านอ่านบทความนี้ก็ไม่มีอะไรมา แต่ถ้าคุณท่านนั่งหลับตา เริ่มภาวนา ซิมาแน่ไอ้ความหลังเก่าๆสมัยยังเด็ก ยังหนุ่ม สาว โน่น เคยทำเรื่องมีเรื่องสารพัดเรื่องนานาชนิด ไหลเข้ามาให้หวนคิดถึงมันทันที เช่นเคยโดนคุณพ่อคุณแม่ดุ เพราะน้องเล่นเข้าของแตกหัก แทนที่จะว่าน้อง กับมาว่าเรา นึกโกรธแล้วซินั่นแหละ นิวรณ์ ตัวที่ 2เข้ามาแล้ว ยิ่งช่วงเป็นหนุ่ม-สาวด้วยแล้ว มีเยอะ หลับตาภาวนาปุบ มาเลย คนนั้นมาจีบเรา คนนั้นเราหลงรักเขา อย่างเนี่ยแล้วทำให้จิตเรากระเจิดกระเจิงวุ่นไปหมด นี่คือ นิวรณ์ ตัวที่ 1. ครับ ถ้าเราจำได้ว่าตัวที่มันมานั่นตรงกับ นิวรณ์ ตัวไหน นั่นคือเท่ากับเรารู้ทันมันแล้ว ให้กำหนดรู้ว่ารู้หนอ รู้หนอรู้หนอๆๆๆๆๆ ไม่นานมันจะหายไปเอง แล้วกลับมาภาวนา พุท-โธ ตามเติม ไม่ต้องกลัวมัน จำให้แม่นว่าตัวที่มานั่นมันตรงกับ นิวรณ์ตัวไหนเท่านั้นเอง เราก็ชนะมันแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรู้แล้วจึงเอามาสั่งสอนเรา เมื่อเราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ท่าน เราก็สำเร็จได้ไม่ยากจริงไหมครับ เมื่อมีถนนเราก็เดินทางถึงจุดหมายได้ตามประสงค์ แต่พาหนะมีให้เลือกได้เยอะ เช่นรถไฟ เรือเมล์ เครื่องบิน จักรยานยนต์ ฯลฯ จะไปทางไหนก็เหมือนกัน เมื่อถึงปลายทางมันก็ที่เดียวกันครับ แต่การเดินทางต่างกัน บางอย่างเร็วมาก บางอย่างช้ามาก บางอย่างอันตราย เราก็ต้องเลือกใช้พาหนะให้ถูกใจเรา จริงไหมครับ เส้นทางของกรรมฐาน มีตั้ง 40 ทาง จริตเราชอบทางไหนก็เดินทางนั้น ท่านผู้ใหญ่หลายๆท่านบอกว่า ปฏิบัติไม่ได้เลยใจมันวุ่นวายไปหมด ห่วงโน่นห่วงนี่ เรื่องลูกเรื่องหลานสารพัด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะไม่รู้จักนิวรณ์ 5 นั่นเอง และท่านที่พูดว่ายังทำไม่ได้หรอก ที่จริงๆทำได้แต่ไม่ทำ นั่นแหละเจอนิวรณ์ 5 ตัวที่ว่า ลังเล สงสัย เชื่อ ไม่เชื่อ ครับ ประเภทนี้ตัวนิวรณ์ หรือพญามารมาผจญเสียแต่ยังไม่ได้ปฏิบัติ จึงกลายเป็นคนที่เสมือนดอกบัว 4 เหล่า ของพระพุทธเจ้า และท่านผู้นั้น ก็คือ ดอกที่ยังจมอยู่ในโคลนตม ยังไงๆก็ยากที่จะโผล่มาพ้นน้ำได้ คนประเภทนี้แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ยอมสาธยายพระธรรมให้ฟัง
เมื่อได้ดำเนินการปฏิบัติไปจนถึงเวลากำหนดแล้ว ก็อธิษฐานจิตออกจากสมาธิ ในระหว่างปฏิบัติ กรรมฐาน
ถ้ามันเกิดขัดข้องสงสัยอะไรๆที่มันเกิดขึ้น อย่าเก็บเอาไว้ ไม่งั้นมันก็อยู่ในนิวรณ์ ตัวที่
5 แหละต้องขอสอบอารมณ์กับอาจารย์ มีศัพท์ใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว สอบอารมณ์
ใช้สำหรับกรรมฐานโดยเฉพาะ เป็นการไตร่ถามข้อสงสัยจากผลการปฏิบัติกรรมฐาน
จากอาจารย์ หรือผู้รู้
จะได้อธิบายให้เข้าใจ 1. ศีล 2. สมาธิ 3. ปัญญา ผู้ที่จะปฏิบัติกรรมฐานจำเป็นอย่างยิ่งต้องมี ศีล เป็นบันใดขั้นที่หนึ่ง อย่างน้อยต้องศีล 5 คือมีศีล 5 อยู่ในตัวเสมอ ไม่ใช่ผู้ถือศีล การถือศีลเป็นการบังคับให้ปฏิบัติ ไม่ให้ทำนั่นทำนี่ ถึงห้ามกายไม่ให้กระทำได้ก็จริง แต่ใจซิ มันยังไม่หยุด เพราะยังนึกแต่เรื่องละเมิดศีลนะ ดังนั้นต้องพยายามตัดให้ขาดจนไม่ได้นึกถึงเรื่องว่าเรากำลังถือศีลอยู่เลยครับ นั่นแหละจึงจะนับได้ว่าเราเป็นผู้มีศีลแล้ว ท่านรองคิดดูเถอะ จริงๆเรื่องศีลเนี่ย เราได้มา หรือว่ามีอยู่ในจิตใจตัวเองแล้วตั้งหลายข้อ ท่านอาจจะลืม เพราะว่ามันอยู่ในระเบียบประเพณีที่เราถือปฏิบัติกันมานานแสนนานแล้ว เช่นครบชู้ มันไปตรงกับศีลข้อ 3 นี่เท่ากับมีอยู่ฟรีๆ 1 ข้อแล้ว มีอีกครับ เรื่องลักขโมยของคนอื่นนี่ก็คนปกติธรรมดาๆก็ไม่ประพฤติแล้ว ได้ฟรี 2 ข้อแล้ว ข้อที่ห้ามดื่มสุรา มีหลายท่านที่ไม่แตะต้องอยู่แล้ว และหลายคนที่ดื่มไม่ได้ จะเป็นด้วยหลายสาเหตุ เช่นมีโรคประจำตัว ลูกหลานไม่ชอบ ตัวเองไม่ชอบ เป็นนักบวช ฯลฯ เห็นมะแค่นี้ก็ฟรี 3 ข้อแล้ว ยังอาจได้ฟรีอีกข้อก็ได้ ผมเชื่อว่าหลายๆท่านเช่นกันที่มีใจเมตตาแก่สัตว์ย่อมไม่ทำร้ายมันอยู่แล้วอย่าว่าแต่ฆ่ามันเลยจริงไหม ส่วนสัตว์เล็กสัตว์น้อยเช่น ยุง,มด,แมลงต่างๆนั่น พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นสัตว์ประเภทสามัญ ไม่ถือว่าละเมิดศีล เพียงแค่บงอาบัติก็หาย (สารภาพผิด ) ต้องไปดูบนกุฏิ เมื่อพระฉันข้าวเช้าเสร็จก็จะ บงอาบัติ คือบอกกับพระผู้มีอาวุโสกว่า ว่าวันกับคืนที่ผ่านมาได้กระทำการละเมิดศีล ( ผิดศีล ) ข้อไหนบ้าง เมื่อพระผู้ใหญ่กว่ารับรู้แล้วบาปนั้นก็หายไป ข้อนี้ตรงกันกับของคริสต์ศาสนา เมื่อยังเด็กไปเข้าโบสถ์ฝรั่งบ่อยๆ หลวงพ่อจะพูดเสมอๆว่าลูกๆทั้งหลาย มีใครทำผิดอะไรมาบ้าง ถ้ามีก็จงมาสารภาพผิดเสียนะ แล้วลูกก็จะพ้นบาป แต่พระสงฆ์ของพุทธศาสนาไม่ยอมบอกความจริงแก่ฆราวาส บอกแต่ว่าใครทำบาปต้องไปทำบุญถ่ายบาป เอ้าไปกันใหญ่หันมาพูดเรื่องศีลตามเดิมเถอะ ฟรี 4 ข้อแล้ว เหลือข้อเดียว มุสาวาทฯ ช้อนี้แหละทำใจลำบาก มันไม่ใช่พูดเท็จอย่างเดียว เยอะแยะเลย เช่นพูดสอดเสียด,พูดแล้วทำให้คนอื่นหรือกระทั้งตัวเองเดือดร้อน,พูดแล้วทำให้หมู่คณะแตกแยกฯลฯ ต้องพยายามทำให้ได้ครับ ถ้าผ่านแค่ศีล 5 ไม่ได้ก็อย่างหวังเลยว่าจะถึงเป้าหมาย ท่านเชื่อไหมว่าคนที่มีศีลครบอยู่ในตัวเนี่ย ยุงก็ไม่กัดครับ นอกจากยุงเกเรอันธพาล มันไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรหรอก สัตว์ทุกชนิดเหมือนกันหมด มีดีไม่ดีแบบเดียวกันทั้งจักรภพ วันหนึ่งเมื่อยังเด็กๆนั่งดูนกกระจาบทำรังบนต้นไทรหน้าบ้านหลายสิบรังเลยนะ มีคู่หนึ่งคอยขโมยหญ้าพง ข้างๆรังของเพื่อน เอาไปสานใส่รังตัว มันรอให้เพื่อนบินไปเอาใบพงที่ริมบึง คราบบินมาเสียบไว้ข้างๆรังก่อน คงตั้งใจไปเอาพงมามากๆก่อนค่อยสานทำรังทีหลัง พอเจ้าของบินไปเอาหญ้าพงริมบึง อยู่ทางนี้เจ้าสองผัวเมียขี้ขโมยก็บินไปคราบ หญ้าพงของเพื่อนมาทำรังตัวเอง ผมดูอยู่เป็นนาน เจ้าของมันคงนึกรู้ ก็ฉลาดพอควร มันบินไปทั้งสองตัวผัวเมียอีก คราวนี้พอพ้นต้นไทรก็วนกลับทันที (สุดยอด ) จับได้คาตามันเลย บินเข้าใส่เจ้าหัวขโมยทั้งจิกทั้งตีตกลงมาถึงพื้นดินเลยฝุ่นกลบเลย เล่นเอา ผมหัวเราะจนน้ำตาไหล ที่จริงผมจะบอกเจ้าของมันนะ แต่ไม่รู้จะสื่อภาษาอย่างไรให้มันเข้าใจ เรื่องจริงครับ ดังนั้นขอจงอย่างเชื่อใจคนผู้ใกล้ชิดจนเกินควรนะครับ มีต่อหน้าถัดไป
|
|
|