|
เผยแพร่เป็นวิทยาทานผ่านเว็บ meesook.com โดยอาจารย์ บังนันต์ เมืองตูล หน้า2 มาพูดเรื่องกรรมฐานกันต่อดีกว่า ขอบอกไว้ก่อนนะอย่าเก็บเอาไปเป็นอุปทาน จงปล่อยจิตให้ว่างจริงๆอย่าได้ไปบังคับมันให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้หรือไม่ใเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันจะเข้านิวรณ์ข้อที่ว่าฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ เชื่อ ไม่เชื่อ รังเร สงสัย ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองตามธรรมชาติเหมือนเราปลูกกุหลาบ จะให้มันออกดอกโดยทันทีทันใดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เราเพียงทำหน้าที่รดน้ำพวนดินเท่านั้น ถึงเวลาดอกมันจะออกของมันเอง กรรมฐานก็เช่นกัน อะไรมันจะเกิดมันก็เกิดของมันเอง ตัวเราเพียงบำเพ็ญเพียรภาวนาคำว่า พุท-โธ ๆๆไปเรื่อยๆกำหนดรู้แต่ลมหายใจเข้าออกตั้งสติไว้ที่ช่องทางลม ( อย่าติดตามลม ) อยู่ตรงรูจมูกเท่านั้น จะขอเล่าผลการปฏิบัติให้ทราบพอสังเขป เมื่อแรกๆจิตกำลังจะสงบ มันก็คล้ายๆกับฝูงผึ้งที่บินอยู่รอบๆรัง นั่นคือ ดวงวิญญาณทั้ง 89 ดวง เริ่มกลับเข้ามาหาร่างกาย จิตเราเริ่มเกิดความปีติ (เกิดสุข) อธิบายด้วยวาจาไม่ถูก เหมือนคนไม่เคยกินเกลือ เราจะหาคำพูดว่าอาการเค็มมันเป็นอย่างไร คนฟังก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี มันอิ่มเอิบ ซึ่งไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้ และเมื่อจิตมันสงบละเอียดมากกว่านั้นอีก ปกติดวงตาของเราเวลาหลับมันจะเป็นสีดำมืด แต่ดวงตาที่หลับอยู่ในกรรมฐานขณะจิตสงบละเอียดเราจะเริ่มเห็นเป็นสีขาวเหมือนๆจอโทรทัศน์ที่เปิดสวิทไฟแต่ไม่มีภาพ ขาวเหมือนกับเต็มท้องฟ้าไปหมด แหละเมื่อเราภาวนาไปเรื่อยๆจิตมันก็ละเอียดขึ้นอีก เราสามารถ เราสามารถบังครับให้แสงขาวๆนั้นเล็กลงๆๆๆๆจนเล็กของเล็กๆๆ ดุจเดียวกันกับที่เราใช้แว่นขยายส่องแสงแดดแล้วยกขึ้นยกลง ทำให้มันรวมเป็นจุดเล็กๆๆ หรือยกขึ้นทำให้มันใหญ่ขึ้นได้ตามใจเรา เหมือนกันเลยครับ จงสังเกตนะขณะที่เรากำลังเล่นกับแสงนั้นเพลินๆอยู่ เผอิญมีรถยนต์หรือเสียอะไรดังๆทำให้เราตกใจ จิตของเราจะเหมือนแกว่งและวูบลง สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นั้นจะขยายโตกว่าเดิมทันทีให้กำหนดรู้ไว้แล้วภาวนาต่อไปไม่นานจิตก็ละเอียดและสามารถบังคับได้ใหม่อีก ถ้าจิตเราสงบแน่นิ่งๆสิ่งที่เห็นจะคงที่ตลอด ในช่วงนี้จะมีความรู้สึกว่าร่างกายไม่มี มีแต่ความรู้สึก และสิ่งที่เห็นมันเห็นรอบทิศทาง (360 องศา ) ไม่มีด้านหน้าด้านข้างด้านหลัง เราอย่าไปติดอยู่แค่ตรงนั้น กำหนดรู้ในใจว่ารู้หนอๆๆๆๆๆๆแล้วภาวนาต่อไป เมื่อเราปฏิบัติจนจิตละเอียดสงบขึ้นอีก แสงสีขาวๆจะจะเกิดสีดุจดังกลุ่มหมอกควันของเพชรนิลจินดา สวยงามมาก และพาเราท่องเที่ยวไปทั่ว ไม่มีร่างครับมีแต่ความรู้สึกกับเห็น อย่าหยุดเพลิดเพลินอยู่ตรงนั้นนะ มันจะไม่ก้าวหน้า ปล่อยไปตามเรื่องของมันแล้วแต่ว่ามันจะพาเราไปไหน และไม่ต้องเกรงว่าจะกลับเข้าร่างไม่ได้จะไปไกลแสนไกลเพียงใดก็ตาม เพียงเรากำหนดจิตกลับร่าง ทุกอย่างก็คืนสภาพเดิมแล้ว ง่ายกว่าปลุกคนนอนหลับให้ตื่นอีกครับ ขั้นตอนต่อไปนี้จะพูดถึงผลการปฏิบัติกรมฐานจนจิตของเราสงบละเอียดมากขึ้นๆจนถึงชั้นปฐมญาณ (เขาเรียกฌานชั้น สี่ ) จะเกิด นิมิต เป็นภาพต่างแล้วแต่จิตจะปรุงแต่ง เห็นได้ชัดแจ๋วแจ่มกว่าภาพในโทรทัศน์สีที่ดีๆเสียอีก เราเองไม่มีตัวตน มีแต่ความรู้สึกและเห็น และเห็นได้รอบทิศทางเหมือนแสงเทียนที่สว่างรอบตัวมันนั่นแหละ ขอบอกไว้ก่อนนะท่านอาจารย์ย้ำนักย้ำหนาว่า ภาพในนิมิตที่เห็นนั่นไม่ใช่ของจริง แต่ที่เห็นนั้นเห็นจริง เหมือนเราดูภาพยนต์ ดูโทรทัศน์ แบบเดียวกันเห็นจริงแต่ไม่ใช่ของจริง ภาพนั้นอาจจะในอดีตหรือในอนาคตก็ได้ หรือจิตปรุงแต่งขึ้นก็ได้ จึงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นติดมันอยู่ตรงนั้น จะทำให้กรรมฐานของเราไม่ก้าวหน้า เชิญท่านชมนิมิตที่เกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานของผม เลือกเอามานำเสนอให้ชมเพียงสองเรื่องก็พอแล้ว ผมพิมพ์ไม่เก่ง อยากให้ท่านทำความเพียรเอาเอง วันนั้นหลังจากนั่งหลับตาภาวนา พุท-โธผ่านไปไดสัก 5 นาที กว่าๆ จิตก็เริ่มสงบลงๆละเอียดมากขึ้นๆตาที่หลับปิดสนิทดำมืดทันทีแสงสว่างก็เกิดขึ้นฉับพันธ์ เห็นตัวเองนั่งปฏิบัติกรรมฐานอยู่หาดทรายชายทะเลที่นั้นตังเองไม่เคยไปเห็นมาก่อนนั่งสักคู่น้ำทะเลก็เริ่มเอ่อขึ้นๆมันสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนท่วมตัวผมเลยถึงไหล่ก้ยังไม่หยุดสูงขึ้นๆจะถึงจมูกอยู่แล้ว ผมต้องแหงนหน้าขึ้นเพื่อให้หายใจได้ นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อชาหรือหลวงปู่แหวนเนี่ยะจำไม่ค่อยได้ ท่านบอกว่าเมื่อกำลังปฏิบัติกรรมฐานไม่ต้องเกรงกลัวอะไรทั้งนั้น อะไรจะเกิดก็ให้เกิดจงอย่าลืมตาเด็ดขาด ขอเพียงให้ภาวนาไว้ (พุท-โธ ) ผมปฏิบัติตามนั้นไม่หยุด ทันใดนั้นเองคลื่นลูกใหญ่ชัดเข้ามาเต็มหน้าเลย ผมผงะเงยหน้าสุดๆ มีความรู้สึกว่าสิ่งที่เรานั่งมันอ่อนนุ่มๆยุบไปยุบมาและโคลงเคลงเหมือนอยู่บนเปล ในนิมิตเห็นน้ำทะเทเลกว้างใหญ่ไพศาล ผมนั่งอิงพิงหมอนขวาน (หมอนสามเหลี่ยม ) สำรวจดูตัวเองไม่มีเสื้อ แต่มีเครื่องเพชรนิลจินดาประดับแพรวพราวสวยงามมาก แสงแดดเจิดจ้า สงสัยเราทำไมไม่ร้อน เงยหน้าขึ้นดูข้างบนผมสะดุ่งเฮือก ก็ข้างบนมีแต่หัวพญานาคเต็มไปหมดยั้วเยี้ยเลยครับ ผมไม่กล้านับว่ามีกี่หัว พอสติกลับคืนดีแล้ว จึงพิจารณาว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา แล้วก็คิดได้ว่าบุคคลที่อยู่ในกลางทะเลหรือมหาสมุทรและมีพญานาคเป็นที่ประทับก็มีคนเดียวคือพระนารายณ์ ซึ่งเป็นเสมือนทหารเอกของพระศิวะ ( ที่เขาเรียกว่านารายณ์บรรทมสิน ) ความคิดใหม่เกิดขึ้นอีก เอะ นี่เราคืนพระนารายณ์ รึความภูมิใจสุดๆเลย ความคิดไปไกลอีก แล้วพระนางลักษมีเล่าหายไปไหน (เมียพระนารายณ์ ) จิตคิดสู่สมกับพระนางลักษมีขึ้นมาทันที นี่แหละจิตตกอยู่ในนิวรณ์ 5 ข้อที่ 1(ที่ว่าด้วยเรื่องกามารมณ์)นิมิต ดับวูบเหมือน โทรทัศน์ ถูกปิดสวิทไฟจอขาวปกติเลยครับ ถ้าไม่ไปคิดอย่างนั้นกับพระนางลักษมี นิมิตก็คงจะอยู่ฌานอีกนาน จริงๆนะนิวรณ์ 5 นี่ต้องตัดมันให้ได้ ไม่งั้นจะไม่มีทางสำเร็จแน่ๆ จากนี้เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญที่สุดของผม ที่เกิดจากการปฏิบัติกรรมฐาน เหตุการณ์นี้เมื่อประมาณปี พ.ศ.2527หรือ2528 นี่แหละ จำไม่ค่อยได้ คืนนั้นผมอ่านหนังสือ ม.ส.ธ.ซึ่งกำลังเรียนคณะนิเทศศาสตร์ หลัง 23.00นาฬิกา ก็เข้านอน แต่ก่อนนอนจะปฏิบัติกรรมฐานเป็นประจำอยู่แล้วทุกคืน หลังจากนั้นก็เข้านอน ผมเป็นคนหลับง่าย คิดว่าประมาณเที่ยงคืน ( 24.00 น. ) ก็ฝันว่าตัวเองกำลังนั่งปฏิบัติกรรมฐานอยู่ใต้ต้นทองกวาว ริมขอบสระน้ำ ร่มรื่นมาก และสถานที่นั้นก็รู่ว่าอยู่ตรงไหน เพราะไปยืนชมฝูงปลาปล่อยๆ ในฝันปรากฏว่ามี แสงสีสดสวยเหมือนเพชรนิลจินดาพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้ที่ผมนั่งอยู่นั่น ไม่มีความร้อนดุจดังนั่งบนกองเพลิง ทันใดนั้นเองก็ปรากฏมีบุรุษผู้หนึ่ง ร่างกายใหญ่ดำทมิฬ ในมือถือกระบองยืนอย่างองอาจขยับแกว่งไปแกว่งมาแล้วยกมืออีกข้างชี้มาทีผมพร้อมกับส่งเสียงอย่างดังว่า เฮ้ย ! ผมสะดุ้งเล็กน้อย เหลียวดูมัน ออกไปให้พ้นจากตรงนั้นนะ มานั่งทับสมบัติกู ถ้าไม่ลุกกูตีมึงตายแน่ (มันใช้คำพูดสมัยพ่อขุนราม ฯ )มันไม่ใช่พูดเฉยๆครับ มันย่างสามขุมพร้อมกับยกกระบองอันเบ้อเล่อปี่เขัาหาผมทำให้ผมตกใจสะดุ่งตื่นเลย ผมนอนพิจารณาทบทวนเหตุการณ์ที่ฝัน และแล้วผมก็ตัดสินใจ ก็เพราะด้วยความอยากรู้อยากเห็นและเพื่อทดสอบการปฏิบัติกรรมฐาน จึงลุกขึ้นนั่งแล้วอธิษฐานจิตเข้าปฏิบัติกรรมฐานทันที โดยขอให้เหตุการณ์ในฝันเกิดนิมิตต่อจากที่ฝัน แล้วก็หลับตาภาวนากำหนดลมหายใจเข้าออก พุธ-โธ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 5 นาที จิตสงบนิ่งเกิดภาพนิมิตต่อเนื่องในความฝันทันที คราวนี้ไม่ใช่หลับเพราะเด็กวัยรุ่นกลับจากไปเที่ยวและคุยกันมาได้ยินชัดหมด เห็นตัวเองนั่งอยู่ในเปลวแสงสีระยิบระยับสวยงามมาก ไอ้ดำร่างกายสูงใหญ่ก็ยังถือกระบองคุมเชิงอยู่ข้างหน้า เมื่อพิจารณาก็มั่นใจว่านิมิตต่อเนื่องจากความฝันแน่ ก็นึกถึงคำพูดของหลวงปู่แหวน ว่า นิมิตไม่ใช่ของจริง แต่ที่เห็นนั้นเห็นจริงอย่าลืมตาเป็นอันขาด ให้ ภาวนาไว้ ไม่ต้องกลัว จึงทำตามหลวงปู่ว่าตลอด ฝ่ายไอ้ดำก็ขู่อยู่นั่นแหละ ถ้าไม่ลุกจากขุมทรัพย์มันๆจะตี พูดเฉยๆชะเมื่อไร เดินปี่เข้ามาด้วย ทำท่าจะเล่นงานเราจริง ก็เลยต้องลุกขึ้นจากที่นั่ง ขณะที่กำลังตัดสินใจว่าจะลุก มันก็ชี้มือไปอีกด้านหนึ่งอยู่ใกล้ๆกันแหละห่างกันประมาณ 5 เมตร เสียงมันดังมากว่า นั่นสมบัติมึงอยู่หลุมโน้น (ชี้มือบอกด้วย ) หลุมนั้นของกู ผมลุกขึ้นยืนถอยออกมายืนห่างๆ มองตามทิศทางที่มันชี้นิ้วบอกว่าสมบัติของเราอยู่ตรงนั้นเมื่อเห็นแล้วก็เกิดเวทนาตัวเอง เพราะแสงสีที่พุ่งขึ้นมามีเพียงรำไรๆ ผมเอามือลูบแขนเล่นแก้เขิน ผมตกใจจริงๆ แต่สติยังมั่นคงอยู่ ก็ผิวหนังที่แขนเป็นตุ่มเป็นหนามคล้ายผิวมะกูด จะลูบไปตรงไหนๆก็เหมือนกันหมด ขนลุกซู่ซ่าทั้งตัว ลองเอามือลูบศีรษะ ท่านเชื่อมั้ยครับ เส้นผมแข็งชี้ทั้งหัวประดุจดังขนเม่น ผมไม่สนใจเรื่องเนื้อตัวและเส้นผม แต่ผมอยากทราบว่าอะไรที่อยู่ใต้ดินเกิดแสงลุกดังเปลวเพชรนั่น จึงลองทดสอบพลังจิตดูว่าจะทำได้ไหม ผมไม่สนใจไอ้ดำทมิฬนั่นแล้ว เพราะนึกถึงคำสอนของหลวงปู่แหวน ว่าขณะเมื่ออยู่ในฌาน ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าอะไรๆก็ทำอันตรายเราไม่ได้ถ้าจิตเรามั่นอยู่ ไอ้ดำมันยืนดูนิ่งเหมือนยักษ์หิน เมื่อผมหาที่นั่งได้เรียบร้อยก็อธิษฐานจิตเพ่งกระสิน (เจริญกรรมฐานด้วยการลืมตาเพ่งไปจุดที่เป็นเป้าหมาย อย่างเช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ กระแสน้ำ เปลวเทียน ฯ ) ผมมุ่งเพ่งไปที่หลุมสมบัติไอ้ดำก่อน ใช้พลังจิตเพ่งเพื่อเคลื่อนย้ายวัตถุใต้ดินขึ้นมา ชั่วคู่เดียวพื้นดินตรงนั้นค่อยๆแตกและสูงขึ้นๆ (เหมือนดูหนังผีที่โลงมันกำลังจะโผล่ขึ้นจากหลุมฝังนั่นแหละ ) ค่อยๆโผล่ขึ้นมาทีละน้อยๆช้าๆจนพ้นผิวดิน ไอ้ดำยืนดูเฉยๆมันไม่แสดงทีท่าอะไรเลย แต่ผมซิรู้สึกตื่นเต้นมาก ลุกขึ้นเดินเข้าไปสำรวจดูอยากเห็นว่ามันมีอะไรข้างใน ลืมบอกว่าสิ่งที่ขึ้นมาจากหลุมใต้ดินนั้น เป็นหีบเหล็กโบราณและถูกล็อคด้วยกุญแจโบราณอย่างดีเหมือนกัน แสงสีพวยพุ่งมากกว่าอยู่ใต้ดินเยอะเลยครับ ผมอยากรู้ว่าภายในหีบนั้นจะมีอะไรกันแน่ ขณะนั้นไม่ได้คิดกลัวไอ้ดำอีกแล้ว คิดว่ามันทำอะไรเราไม่ได้ก็เลยได้ใจหาไม้มางัด เอาก้อนหินมาทุบ กุญแจไม่หลุด หีบก็ไม่เปิด ลืมไปว่าทำไมไม่ใช่เพ่งกระสิน เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงนั่งลง ส่งสายตามองไปที่ฝาหีบแล้วภาวนาต่อไป เพียงชั่วคู่ฝาหีบก็ระเบิดขึ้นมา ทันใดนั้นเองประดุจดังเปลวเพลิงแสงเพชรนิลจินดาก็พวงพุ่งขึ้นยังกระภูเขาไฟระเบิด ผมลุกขึ้นเดินไปชะโงกดูทรัพย์สมบัติในหีบนั้น มันเกือบเต็ม มันเหมือนในหนังเรื่องตะเกียงกายสิทธิ์ ที่ชมตั้งแต่ยังเด็กๆนั่นแหละครับ ท่านเชื่อไหมในใจไม่คิดอยากได้มันมาเป็นของเราเลย นิมิต ถึงได้ดำเนินการติดต่อกันไปได้เรื่อยๆ หลังจากนั้นก็นึกถึงของตัวเองตามตำแหน่งที่ไอ้ดำมันบอก ( ที่จริงไม่ทราบว่ามันชื่ออะไรหรอก ผมเรียกไปตามรูปพรรณสันฐานของมัน ) ผมนั่งลงใหม่ คราวนี้ไม่ยากแล้ว ดำเนินการตามที่แล้วมาไม่นาน พอฝาหีบของผมเปิดออก ก็ลุกขึ้นไปดู พอเห็นนึกสงสารตัวเอง โถ ! วาสนาช่างน้อยเหลือเกิน รำพึงอยู่ในใจ มีแก้วแหวนเงินทองเครื่องประดับกองอยู่ก้นหีบสูงสักฝ่ามือตะแคงๆได้มั้ง แสงที่มันพุ่งขึ้นมามีพอๆกับเตาไฟที่ก่อใหม่ๆแววๆวาวๆเท่านั้น แต่ไม่ได้นึกเสียใจหรือน้อยใจนะ ผมหันไปดูไอ้ดำ หน้าตามันบ่งบอกถึงความเย้ยหยัน มันแสยะยิ้มเยาะเย้ยโคลงศีรษะไปมา วางท่าภูมิฐาน คล้ายจะบอกของมันมากกว่าเราเยอะ ขณะนั้นเสียงนาฬิกาตีดัง 2 ครั้ง ผมเอามือคลำดูตามร่างกาย ปรากฏว่าผิวหนังจางหายจากตุ่มหนามไปมากแล้ว และเส้นผมก็อ่อนลงเยอะแล้วแต่ก็ยังมีแข็งชี้ยู่บ้าง จึงอธิษฐานจิตออกจากกรรมฐาน เมื่อปกติดีแล้วจึงปลุกภรรยา ซึ่งหลับอยู่อย่างสบายใกล้ๆนั่นแหละ เมื่อเขาตื่นแล้วก็บอกให้คลำตัวดูหน่อยซิ เป็นอาไรหรือ เถอะน่า พอภรรยาคลำแขนคลำตัวเขาก็ตกใจรีบถามทันที เป็นอาไรๆๆๆๆ ลุกขึ้นสำรวจร่างกายผม ทำไมเส้นผมชี้อย่างนี้เล่า ผมบอกว่า ปฏิบัติกรรมฐานแล้วเล่นกับนิมิตเพลินไป ไม่ต้องตกใจไม่เป็นอะไรหร็อก แล้วจะเล่าให้ฟังตอนเช้า หลังจากนั้นก็นอนต่อจนสว่างแล้วก็เล่าเหตุการณ์ใน นิมิต ให้ภรรยาฟังขณะที่รับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ไปปฏิบัติราชการตามปกติ ถึงที่ทำงานเนื้อตัวยังเป็นตุ่มเหมือนอาการหนาวมากๆนั่นแหละครับ เส้นขนก็ยังลุกซู่ๆซ่าๆเป็นบางช่วง มีความสงสัยว่านิมิตครั้งนั้นไม่เหมือนกับครั้งที่ผ่านๆมา จึงอยากสอบอารมณ์กับท่านผู้มี ญาณเหนือกว่า ก็ยังไม่ทราบว่าจะมีใครที่ไหน ฉับพันธ์ก็คิดถึง พระเดชพระคุณเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่วัดท้ายตลาด ถนนสำราญรื่น ต.ท่าอิฐ อ. เมือง จ. อุตรดิตถ์ เพราะท่านเป็นพระนักปฏิบัติกรรมฐานจนเชี่ยวชาญ ก็คิดว่าหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ จะต้องไปรบกวนขอสอบอารมณ์กับท่านให้ได้หายสงสัยแน่ๆ ขณะที่กำลังคิดเพลินๆอยู่นั้น เผอิญคุณมหาจะนะ(สมัยก่อนบวชเรียนนักธรรมและบาลี จนสอบได้มหา เขาเรียกมหา เป็นคำนำหน้านาม ) เดินเข้ามาหาผมพอดี เขาเป็นพนักงานเก็บเงินค่าขยะของเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ที่มาหาผมก็เพราะผมทำหน้าที่จ่ายเงินค่าขยะของบ้านพักข้าราชการประจำเดือนทุกๆเดือนจึงคุ้นเคยกันมาก เมื่อแล้วเสร็จจากงานหลวง ก็จะสนทนาธรรมกันตามปกติเสมอมา วันนั้นมีเรื่องพิเศษที่แจ้งแล้วเบื้องต้น จึงขอสอบอารมณ์กับมหาจะนะ พอผมเล่าเรื่องในนิมิตให้ฟังจบ มหาจะนะบอกทันทีว่า คุณพี่ครับ เกือบไปแล้วซิ นี่ถ้าพี่มีตัวโลภะอยู่ก็คงไปขุดดินอยู่ที่ตรงนั้นแล้วระมั้งครับ จงหายสงสัยได้แล้ว พี่โดนพญามารตัวโลภะ มาทดสอบจิตว่ายังมีความโลภ ความทะเยอทะยานอยาก (กิเลส ) อยู่ในจิตอีกไหมนี่แสดงว่าพี่ตัดกิเลสตัวโลภะได้แล้ว ที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็น ไอ้ตัวร้ายคือความอยาก ดีแล้วนะไม่งั้นเสร็จมัน ต้องไปเที่ยวขุดหาสมบัติเป็นบ้าอยู่ที่ขอบสระนั่นแหละ ว่าแล้วมหาจะนะก็จัดแจงเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าเตรียมกลับเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ผมต้องรีบขอร้องว่าเดี๋ยวก่อนๆยังมีอีกเรื่องที่สงสัย มหาจะนะจึงนั่งลงใหม่ แล้วผมก็พูดถึงเรื่องเนื้อตัวเกิดขนลุกพองเป็นผิวมะกรูด นี่มันเกิดจากอะไรกัน มหาจะนะเอามือคลำแขนผมแล้วบอกว่ามันเป็นเรื่องของกรรมฐาน ผู้ที่สำเร็จถึงฌานชั้น 4 (ปฐมฌาน ) ก็จะเจอเหตุการณ์อย่างนี้แหละครับ ผมเองไม่เคยมีประสบการณ์ เพียงแต่รู้จากการเล่าเรียน ไม่ใช่นักปฏิบัติ ผมนักปริยัติ (ปริยัติ คือการเล่าเรียนตามตำรา ส่วนปฏิบัติคือนักทำความเพียรปฏิบัติกรรมฐาน ) นักเรียนก็เพียงแต่รู้ เช่นรู้ว่าเกลือเค็ม แต่ไม่รู้ว่ารสมันเค็มเป็นอย่างไร แต่นักปฏิบัติจะรู้ทั้งรูปและทั้งรส คงเข้าใจนะ แล้วก็รีบเดินออกจากห้องไป เหมือนกับว่ามีคนที่รู้ใจคอยอยู่ เฮ้อ ! โล่งอกไปที ถ้าไม่ได้คุณมหาจะนะก็คงต้องไปรบกวนถามพระ นี่แหละคือการสอบอารมณ์ ถ้าขัดข้องสงสัยสิ่งใด จะละเว้นปล่อยปะละเลยไม่ได้ ต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่งั้นการปฏิบัติกรรมฐานจะไม่ก้าวหน้า ดังนั้นท่านอย่างมัวลังเล อย่างปล่อยให้เวลามันล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ทุกเวลาทุกสถานที่และทุกอิริยาบท ปฏิบัติได้ทั้งนั้น จะทำให้เรามีสติรอบคอบดีอยู่เสมอ ความสุขที่แท้จริงก็จะเป็นของเรา จิตเราก็จะสะอาดปราศจากกิเลสใดใดมาพัวพันธ์ให้มัวหมอง ยามตื่นก็มีความสุข ยามหลับก็ไม่ฝันร้าย เมื่อยามตายประตูนรกก็ไม่เปิดรับ ขอเพียงท่านปฏิบัติกรรมฐานเพียงให้จิตสงบแค่งูตวัดลิ้น หรือแค่ช้างสะบัดหู ก็เพียงพอแล้ว ที่สุดนี้ สมควรแก่เวลา จึงขอยุติการสาธยายธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานไว้แต่เพียงนี้ หวังว่าโอกาสหน้าคงจะได้รับใช้กันใหม่ ถ้าส่วนใดขาดตกบกพร่องหรือไปทำให้สะเทือนอารมณ์ ขอได้โปรดให้อภัยแด่กระผมด้วย เพราะไม่สันทัดในการใช้อักขระและอักษรตลอดจนใช้ถ้อยคำทางด้านธรรมะ แล้วพบกันใหม่ ขอให้ท่านจงประสบสุขสมหวังในสิ่งที่มุ่งหมายในปรารถนาจงทุกประการเทอญ สวัสดี (นายอนันต์ หลวงกิจจา ) กลับหน้าที่ผ่านมา
|
|
|