ดูดวง/ เกมส์/ หวยเลขเด็ด/ งานราชการ/ สร้างเว็บฟรี/ ดูดวงชื่อสกุล/ ดูดวงเนื้อคู่/ ฟุตบอลเด็ด/ ของขลัง/ มีเกมส์/ แผนที่เว็บ/


วัตถุมงคลล่าสุด/แก้วขนเหล็ก/ไหลศักดิ์สิทธิ์/ผัวหลง สาวหลง/ของขลังหายาก/มีด-ดาบ/แร่ดูดทรัพย์/พระบูชา/พระพิฆเนศ/กษัตริย์-นักรบ/
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ดูดวงบนเว็บทั้งหมด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



ทำนายที่ชี้แจงว่า ต้นเหตุทุกข์มี สอง อย่างของผู้ครองบ้าน ครองเรือน

 
ทำนายชี้แจงว่า..ต้นเหตุที่เกิดทุกข์มี สอง อย่าง
ความจริงต้นเหตุแห่งทุกข์ในชีวิตของผู้อยู่บ้าน ผู้ครองเรือน จริงๆ
เอาข้อคิด คติธรรมสายกลาง ในทุกศาสนามาเผยแผ่ ในความจริงที่พบเห็น ที่รู้มาโดยว่าต้นเหตุแห่งทุกข์จริงๆที่เกิดขึ้นที่ปลายเหตุสรุปได้ว่ามี สอง  อย่าง
 
*ทุกข์ทางกาย, ที่ร่างกาย สัมผัสทุกข์ได้ รู้สึกได้ทางเนื้อหนัง
*ทุกข์ที่เกิดจากอากาศเย็น ความหนาว ที่ต้องหาเครื่องนุ่งห่มให้ความอบอุ่น ซึ่งมีความยากลำบากที่จะหามาอย่างหนึ่ง หามาแล้วไม่พออย่างหนึ่ง  หรือร่างกายเราต้องทุกข์ทรมานเพราะความหนาวเย็นนั้นอย่างหนึ่ง *หรือว่านอน หนาว หรือนอนเหงา จนต้องการจะคนมาเป็นคู่นอนด้วย  อย่างนั้นเป็นการหาเรื่องทุกข์ใส่ตัวหรือเปล่าคิดเอาเอง ไม่ขอออกความเห็นในประเด็นนี้ ต่างคนต่างเอาตัวรอดเอาเองก็แล้วกันนะ
 
 *ทุกข์ที่เกิดจากความร้อนใดๆ
 ทุกข์เกิดจากอากาศร้อนที่ทำให้ต้องทุรนทุราย   ร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ต้องหาลมพัดทั้งมีตามธรรมชาติ  หรือต้องซื้อ ต้องหาอุปกรณ์ที่ทำให้ลมพัด, เช่นพัดลม  หาเครื่องทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ ต้องหาเงิน มาซื้อหา และต้องมีค่าใช้จ่ายค่ากระแสร์ไฟฟ้าตามมาอย่างมากมาย
แต่การอาบน้ำ น่าจะช่วยให้คลายร้อนได้บ้างไม่มากก็น้อย *พวกผู้ชายที่ไปอาบตาม อ่าง อาบ อบ นวดนั้น คลายทุกข์ หรือเพิ่มทุกข์ หรือปลูกต้นกิเลส อันเป็นต้นเหตุ แห่งทุกข์หรือไม่ คิดเอาเอง
 
* ทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บไข้ ได้ป่วย *  เป็นหวัด เป็นโรคหัวใจ  โรคสมองเสื่อม โรคอัมพฤกษ์ โรคอัมพาต โรคมะเร็ง และโรคอื่นๆฯลฯ สารพัดโรค  * ทุกข์ที่เกิดจากความบาดเจ็บ  จากอุบัติเหตุ แขนหัก ขาหัก ตัดแขน ตัดขา  หรือต้องนอนซมรักษาตัวแบบต้องป้อนข้าว ป้อนน้ำ  หรือต้องนอนกิน นอนถ่ายปัสสาวะ อุจาระ นี่แหละทุกข์อีกแขนงหนึ่ง  แต่หากเรามีชีวิตอยู่แบบ ต้องอยู่อย่างลำบากยากเย็นแล้ว  ยังจะกลัวตายอีกหรือ คิดเอาเอง
 
* ทุกข์ที่เกิดจากความหิว กระหาย *
ที่ต้องการน้ำ และอาหารการกิน  หากหิวแล้วไม่มีกิน ไม่มีดื่มนี่แหละทุกข์มาก แต่ทุกข์เพราะว่ากินมากไป อิ่มมากไปคงมีกันไม่มาก หรือคงจะแก้ไขไม่ยาก  แต่อยากจะดื่มเหล้า ดื่มเบียร์นั้น เรียกว่าเป็นทุกข์ เพราะว่าอยากจะหามาดื่ม หรือเป็นทุกข์เพราะว่าไม่มีดื่ม หรือดื่มเข้าไปแล้วเกิดทุกข์เพิ่มตามมาอีก หรือสิ่งนี้ บางทีมีดื่มก็เกิดทุกข์ ไม่มีดื่มก็เกิดทุกข์ อย่างไรนั้น ลองคิดดูเอาเอง 
 
*ทุกข์ที่ร่างกายหมดสภาพ 
 ร่างกายเกิดความเสื่อมสภาพของร่างกาย  เข่าเสื่อม ข้อเสื่อม สมองเสื่อม ความแก่ชราภาพอายุมากขึ้น เหี่ยวย่น หย่อนยานไป ฟันโยกคลอน เคี้ยวอาหารก็ค่อยละเอียด  ต้องปวดฟัน ปวดเหงือก หูก็ไม่ค่อยได้ยิน ตาฝ้าฟาง ไม่ค่อยเห็นรุ่ง ไม่เห็นหน  เหนื่อยหอบ จากการเดินไปไหน มาไหน * หรือว่า เสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นจะเป็นการสมควรแล้ว หรืออย่างไรคิดเอาเอง
 
*ทุกข์ที่เกิดจากการที่ต้องคอย ดูแลบำรุงร่างกาย
ให้ร่างกายมีความสะอาด สะอ้าน  และความทุกข์ที่อ้วนไป ผอมไป  ร่างกายอ่อนแอลงไป และความทุกข์อื่นๆ ที่เกิดกับทางร่างกาย หรือร่างกายเป็นต้นเหตุอีกเป็นจำนวนมาก ทุกข์ทางกายเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดพร้อมกับร่างกาย ความหิว ความอิ่ม การต้องขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เรียกว่าทุกข์ประจำวันเลยทีเดียว  ทุกข์ที่มีเป็นประจำอย่างนี้ ส่วนมากน่าจะชินกันไปแล้ว อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ก็ได้
 
* เมื่อยามที่เรายังมีชีวิต มีร่างกายอยู่ 
 เราก็ต้องมีการทนอยู่กับทุกข์ทางกายนี้อยู่ตลอดไป  จวบจนถึงวันสิ้นลมหายใจ   แม้แต่องค์ศาสดาของศาสนาใดๆอันแสนสุดประเสริฐในโลก ผู้มีบุญบารมีมากล้นเหลือสุดนับคณา  ก็ยังต้องทนทุกข์ทางกายนี้จนกระทั่งถึงวันหมดสภาพความเป็นมนุษย์  เรียกว่าเกิดเป็นคนแล้วต้องนำทุกข์ติดตัวเอามาตั้งแต่เราเกิดแล้วยังต้องเป็นทุกข์จวบจนสิ้นอายุขัย อย่างนี้เรื่อยไปแน่นอนทีเดียวเชียว
 
*ทุกข์ที่สอง คือความทุกข์ทางใจ
 คือทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งของความนึกคิด เรียกว่าทุกข์ทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ แล้วยังเป็นส่วนหนึ่งมีทุกข์ทางกายเป็นสิ่งเร้าให้นึก.คิด.อยู่ตลอดระยะเวลาที่ได้รับบาดเจ็บ หรือการป่วยไข้ขึ้นมาทำให้เกิดทุกข์ทางกายขึ้นแล้ว ต่อมาก็เกิดความกังวลใจ ความหวาดกลัวขึ้นมาอีกว่าอาจจะรักษาให้หายได้ หรือไม่หาย  อาจจะต้องสูญเสียเงินทองอีกมากมายเท่าใด หรือต้องสูญเสียอวัยวะไปหรือเปล่า  หรืออาจจะต้องเสียชีวิต คิดให้เกิดทุกข์ ที่ต้องกังวลไปเรื่อยนั่นเอง  *ในเมื่อรู้ว่านึกคิด,กังวลแล้วเกิดทุกข์ แล้วเราจะเก็บมันมาคิดทำไม ถามตัวเอง แล้วตอบตัวเองดูอีกที
 
ทุกข์ซึ่งเกิดความเป็นห่วงกังวล
 ความหวาดกลัวเหล่านี้จะก่อให้เกิดทุกข์ทางจิตวิญญาณ, มลพิษทางวิญญาณ ขยะทางวิญญาณ ขยะทางจิตใจ ทำให้จิตใจมัวหมอง บดบังให้เกิดความพร่ามัวในมโนภาพ. ให้เกิดมลทินในทางความคิด ในทางจินตนาการ
*ความทุกข์ทางจิตใจ,คือทุกข์ทางความนึกคิด, อันนี้ซึ่งไม่ใช่ทุกข์ทางกาย  แต่ต้นเหตุแห่งความทุกข์จากความผิดหวังนานาประการ *อันเป็นความผิดหวัง ในสิ่งที่รัก สิ่งที่พอใจ ผิดหวังกับคนที่เรารัก เรียกว่าอกหัก นั่นแหละ
ในเมื่อมันไม่ได้ หรือได้มายากนัก เราก็อย่าไปเอามันมาซะเลยน่าจะดีกว่า จะได้ไม่มีทุกข์
 
*ความทุกข์ในการพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ  *
 ความทุกข์จากการไม่ได้ในสิ่งที่มุ่งหวัง แรงปรารถนาของตนพลาดเป้าไป   * ทุกข์ที่เกิดจากความโกรธ ความแค้น ความอาฆาตพยาบาท  *ทุกข์จากการถูกขัดใจ ให้แค้นเคืองใจ อันนี้คือความโกรธ  * ทุกข์จากความหวาดกลัว * ทุกข์จากความห่วงกังวลใจ * ทุกข์จากความคับแค้นใจ * ทุกข์จากความเสียดาย และกลัวว่าความสุขที่มีอยู่จะต้องหมดไป * ทุกข์จากความกลัวความยากลำบากที่จะต้องฝ่าฟันสู่อนาคต * เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเรามาคิดว่า ทุกข์ใดๆ สุขใดๆเกิดขึ้น แล้วตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่มีตัวตนแล้ว คงจะช่วยคลายทุกข์ลงได้บ้างไม่มากก็น้อย
 
 *ทุกข์จากการกลัวความเสื่อมลาภ.ยศ.สรรเสริญ 
 และความทุกข์ในทางจิตใจใน ที่เป็นมลพิษทางจิตวิญญาณ ด้านอื่นๆจนนับไม่ถ้วน* สรุปว่า   ทุกข์ทั้งปวง ที่เกิดขึ้นทางใจ, ทางจิตใจ, ทางจิตวิญญาณ ที่กล่าวเรียกๆ มาทั้งหมดล้วนมีต้นเหตุมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เรียกสั้นลงอีกนิดหนึ่งว่า โลภ โกรธ หลง นั่นแหละ  และการยึดถือมั่นในความแรง แห่งความปรารถนา.นานา.ประการนั่นแหละ.  เมื่อรู้มาถึงขั้นนี้แล้วลองลดความปรารถนาลงไปบ้าง หรือบอกกับตัวเองว่าไม่เอาอะไรซะมั่ง ก็จะเป็นทุกข์น้อยๆลงไป
 
 
* ทุกข์จากความโลภ ตามหลักของศาสนาต่างๆนั้น
  ก็กล่าวถึงตรงกันว่า มันคือการไขว่คว้า ความต้องการ สิ่งประสงค์นานาประการ* ที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายต้องเกิดความทุกข์ พอไม่ได้ดังใจก็เกิดทุกข์ ได้มาแล้วแบ่งปันกันไม่ลงตัวก็เดือดร้อนจนเกิดทุกข์  ผู้คนอย่างนี้คือ ผู้คนจำพวกทุกข์เพราะว่าที่ได้มานั้น มันไม่พอ หรือมีแล้วก็ไม่พอนั่นแหละ ที่จริงคนเรา กินอิ่ม นอนหลับ ไม่มีหนี้สิน และ ศรัตรูไม่มี  น่าจะมีความเป็นอยู่ที่มีความสุขพอแล้ว
 
*ทุกข์นั้นคือผลปลายเหตุที่มากับความโลภ 
 หรือ ความโลภนั้นมากับความทุกข์นั้น* ก็คงพูดได้ทั้ง สองแบบนั่นแหละ  ทุกข์จะเกิดขึ้นพร้อมกับความดีใจก็ได้,แล้วทุกข์มาเกิดกับความเสียใจก็ได้  หรือเกิดพร้อมกับการวางเฉย วางใจเป็นกลางๆ คือไม่ยินดี ไม่ยินร้ายนั้น อันนี้รวมอยู่ด้วยหรือไม่ ลองพิจารณาดูอีกที  *มาช่วยกันคิดสักหน่อยก็ไม่เลวทีเดียว จะได้ดีได้ในทุกกรณี
 
*ความทุกข์ที่มีต้นเหตุมาจากความโลภ*ความอยากได้ อยากมี อยากดี อยากเด่น*  
ไม่ได้หมายความว่าความทุกข์นั้นเกิดพร้อมกับความโลภ แต่เป็นความ*โลภจะเกิดก่อน แล้วมาเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ตามมาจนถึงบั้นปลายๆเหตุ  * ความทุกข์ที่กลัวจะไม่ได้ในสิ่งที่ตนอยากได้* ทุกข์จากการที่ต้องดิ้นรนไขว่คว้า แล้วยังไม่ได้ในสิ่งที่ตนอยากได้ นั่นก็เป็นทุกข์* หรือได้มีแล้วแบ่งกันไม่ลงตัวก็เป็นทุกข์
 
*ทุกข์จากความโกรธ นั้นคือการอาฆาตพยาบาท
 เคืองแค้น หากมีความโกรธเมื่อใด อาการดังกล่าวก็ทำให้นำต้นเหตุแห่งทุกข์ให้เกิดแก่เราได้ จากผลที่ปลายเหตุ เมื่อรู้เช่นนี้ก็ต้องมองการไกล และดับต้นเหตุทุกข์ให้ได้
* เรื่องความโกรธจะทำให้จิตใจร้อนเร่า จิตวิญญาณจะดิ้นเร่าๆ อย่างร้อนรน เกิดความมัวหมองขุ่นมัวภายในจิตใจ เรียกว่ามลพิษทางจิตวิญญาณ  ทำให้จิตใจเศร้าหมอง * ฉะนั้นเราไม่โกรธแล้วทุกข์ที่จะเกิดจากความโกรธ เป็นอันว่าจะหมดฤทธิ์ หมดเดชของมันไปนั่นเอง
*ความโลภนั้นในเบื้องต้นยังพอจะนำความสุขมาบ้างในขณะที่สมหวัง  ในขณะที่มีความเพลิดเพลินยินดีในช่วงสมหวัง ก็นิยมชมชอบว่าเป็นสิ่งที่ดี หากเราต้องผิดหวังในเป้าหมายที่ต้องการแล้ว ทุกข์ทรมานก็เกิดกับเราได้
ฉะนั้นเราไม่โลภ เราไม่อยากได้เสียแล้ว  เท่ากับเราปิดทางแห่งความอยากได้นั้นไปได้เปราะหนึ่งแล้ว
 
*ความโกรธนั้นเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์เพียงอย่างเดียว*
ตัวอย่างของความทุกข์จากความโกรธเช่น ทุกข์จากการโดนขัดใจ ให้แค้นเคือง อาฆาตพยาบาท ถึงขั้นทำร้ายห้ำหั่นกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นติดคุกติดตะราง จองจำให้เกิดทุกข์ *แล้วทุกข์ที่ปลายเหตุก็ตามมาคือ ความกลัว  ความกังวลใจ ความหวาดผวา  ความระแวง ระแวดระวัง  ทำให้คนดีๆกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  ทำให้เป็นอยู่อย่างทุรน ทุรายด้วยความทุกข์ใจ  เพราะว่าคนดีๆต้องไปมีความอิจฉาริษยา ความพยาบาทอาฆาตแค้น คนดีๆก็กลายเป็นคนเลวไป
 
*ทุกข์จากความยึดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง*
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นวัตถุ ที่เราจับต้องได้อย่างหนึ่ง  หรือความยึดมั่นในความคิด ในนิสัยใจคออย่างหนึ่ง
*ที่เรายึดมั่น ถือมั่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุสิ่งของ * หรือเป็นเรื่องทางความนึกคิด ในมโนภาพ มโนจิต ในจินตนาการต่างๆ นานา หากเราไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้วก็ล้วนเป็นต้นเหตุนำทุกข์มาให้ทั้งปวง  ก็เมื่อมันได้ยาก จนต้องทุกข์ร้อนอย่างนั้น เราบอกกับตัวเองว่าเราไม่เอาสิ่งนั้น เราก็อยู่ได้ ก็คงจะดับเหตุแห่งทุกข์ลงได้บ้างไม่เลว
 
*สิ่งที่เราจะยึดมั่นว่าเป็นเรา ,เป็นของๆเรา 
 เป็นตัวเป็นตน*ของเรา*หรือเรา ยึดมั่นว่าเป็นเขา เป็นของของเขา ยึดมั่นว่าเป็นสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราพอใจ  เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ สิ่งที่เราไม่พอใจ  ยึดมั่นว่าเป็นคนนั้นเป็นศัตรูเรา เป็นคนที่เคยทำร้ายเรา ,เคยด่าเรา เคยว่าเรา เป็นศัตรูกับเรา
* ยึดมั่นว่าคนนั้น คนนี้ เป็นญาติเรา เป็นพี่เรา เป็นน้องเรา  คนนั้น คนนี้ เป็นครูอาจารย์ เป็นผู้ที่เราเคารพนับถือ ยึดมั่นว่าเป็นเจ้านายเรา  เป็นบริวารเรา  เป็นเพื่อน เป็นทีมงานเรา ฯลฯ
*ที่จริงแล้วไม่มีสิ่งใดเลยที่ยึดมั่นในสิ่งนั้นๆแล้วจะไม่ใช่ต้นเหตุแห่งทุกข์ ที่นำทุกข์มาให้ หรือในเรื่องการทำบุญให้ทาน งานสร้างบุญ งานสร้างกุศลบารมี  งานสร้างคุณงามความดี  เพื่อให้เห็นว่าทำดี ให้ได้ดี
*ผู้คนแห่งอารียะชนนั้น * จะไม่ยึดมั่นในสิ่งที่รูป ในสิ่งที่เป็นนามทั้งหลาย ทั้งปวง  จะไม่ยินดี จะไม่ยินร้าย ในการที่ทำอะไรลงไปแล้วจะได้ผลอย่างไร จะได้ผลหรือไม่ได้ผล
 
*การยึดมั่นในสิ่งที่เราชอบ เราอยากได้ก็จะเกิดการไขว่คว้า *
การยึดมั่นในสิ่งไม่ชอบใจก็ย่อมจะทำให้เกิดความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท การอิจฉาริษยา เกิดการตามล้าง ตามผลาญกัน ห้ำหั่นกันไม่รู้จบสิ้น อย่างมากมาย
*ให้เราตรองให้เข้าใจง่ายขึ้นนั้น* ก็คือเป็นต้นเหตุของความทุกข์จากความโกรธนั่นแหละ
*ส่วนการยึดมั่นในสิ่งที่เราชอบ ยึดมั่นในสิ่งที่เราพอใจนั้น* ก็คือต้นเหตุจะทำให้เกิดทุกข์*อันมีต้นเหตุมาจากความโลภ นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดทุกข์จากความกลัว* กลัวว่าจะเกิดการพลัดพราก กลัวว่าจะเกิดการสูญเสีย
สิ่งที่เรารักนั้น หลุดไม้ หลุดมือไปนั่นแหละ
 
 
*กลัวสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราชอบเหล่านั้น เมื่อกลัวว่ามันจะหมด จะหายไปจากเรา*
เราก็ต้องมารับทุกข์จากการต้องคอย ดูแล และคอยทะนุ.ถนอมมันเอาไว้  ทุกข์ที่ต้องคอยดูแลบำรุงรักษา เก็บงำเพื่อรักษาไว้  ทุกข์ที่ต้องคอยปกป้อง ด้วยความรัก ความห่วงใย ต้องคอยเอาใจใส่ จนการใส่ใจดูแล อย่างเป็นภาระ จนไม่เป็นตัวของตัวเอง เรียกว่าความเป็นอิสระแทบจะไม่มี  มัวไปเสียเวลากับความแหนหวงในสิ่งนานาประการ
 
* แล้วเราเองยังต้องมาเสียเวลามาคิด
หวาดกลัวว่า จะต้องสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปก็จะยิ่งเป็นทุกข์ขึ้นไปอีกมากมายยิ่งนัก ส่วนการยึดมั่น ในการทำบุญ ทำทานนั้นก็ยังต้องเป็นทุกข์*จากการที่ต้องรอคอยว่าเมื่อไรผลบุญนั้นถึงจะสนองทดแทนสักที
*แล้วการยึดมั่นในบาปกรรมนั้นก็เป็นทุกข์ ทุกข์ที่ต้องกลัวว่าบาปกรรมที่เคยก่อไว้จะตามสนองตนเข้าอีก
 
บางทีเราทำงานไปแล้วๆ ถูกเบี้ยวถูกโกง
นี้ก็เป็นทุกข์อีก ฉนั้นเราจงคิดว่า หากไม่ได้ เราก็ไม่เอาแล้วจะไม่เป็นทุกข์
 
* สรุปได้ว่า หากเรายึดมั่นในสิ่งใดๆ ต้นเหตุแห่งทุกข์
ก็เกิดขึ้นมาสู่เราเพราะสิ่งนั้นๆ * ถ้าเราไม่ยึดมั่น ไม่.ยึดถือในสิ่งใดๆแล้ว ความทุกข์ทางใจ ความทุกข์ที่เป็นมลพิษทางวิญญาณทั้งหลายก็จะลดน้อยถอยลงไป แม้จะเกิดขึ้นกับเรา ก็คงจะมีน้อยๆที่สุด  เรามองความทุกข์ในทัศนคติของผู้ครองเรือนว่า  ทุกข์นั้นมีสามจำพวก สามประการคือ ทุกข์เกิดจากความไม่เที่ยงแท้ * ประการที่หนึ่ง คือความไม่เที่ยง ของสรรพสิ่ง ทั้งหลายทั้งมวล* ลงท้ายน้อมเข้ามาที่กายใจ โดยกำหนด ไว้ว่ากายคือส่วนที่เป็นความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง  ใดๆที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ดับไป
* ความสุขใดๆ * ความสมหวังใดๆ* นั้นจะไม่มีความคงทนถาวรกับเราตลอดไป.  เพราะว่ากาย และใจเป็นของไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน นานๆก็จะเข้าใจเองว่า กายใจนี้ จะอยู่ในสภาพอย่างไรนั้น  เราย่อมเก็บรักษาสภาพนั้นๆให้คงทนถาวรไม่ได้จริงๆ
 

* แล้วตัวตนที่เราเห็นนั้น คือความไม่ใช่ตัวตน
ไม่มีเจ้าของ  เพียงมีองค์ธาตุมาประกอบ มาประชุมกัน ให้เราเห็นเป็นกายใจ และความไม่เที่ยง ไม่แท้แน่นอน  ความเป็นสุข เป็นทุกข์ของกาย และใจ  ความมีสติอบรมปัญญาที่จะให้เห็นตามความจริงว่า  เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมด จงควรลด โลภ โกรธ หลงลงไป กายใจไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ *ไม่มีใครควบคุม หรือบังคับคงสภาพอย่างนี้ตลอดไปได้  เราจงจดจำเอาไว้ให้ได้แล้ว อย่างนี้เรียกว่าความจริงอันถาวร

*ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา * 
 ได้กำหนดรู้ในความไม่มีตัวตน เรียกว่าเป็น*อนัตตา*โดยตรง  ผ่านการเห็นแบบแยกแยะ ว่าอย่างนี้ตา อย่างนี้รูปที่ตาเห็น อย่างนี้อาการเห็น เมื่อเห็น ได้ยิน ได้ฟัง  ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส  ได้จับต้อง ได้สัมผัส  ได้คิด ได้นึก  เป็นมโนภาพ เป็นจินตนาการ * อุปมาได้เหมือนไม้ไผ่มาเสียดสีกันเกิดความร้อน ให้เกิดเป็นไฟ  แล้วไฟไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นตัวตนของตัวเอง พอหยิบไม้ออกจากกันแล้วไม้ออกไฟก็ดับ

*เป็นไปดังที่เราเห็นว่า*เราอยู่กับความสุข  เราอยู่กับความทุกข์   ที่จริงความทุกข์ และ ความสุข มันอยู่ของมัน เฉยๆ  มันไม่เกิดขึ้นเอง ด้วยตัวของมันเอง   มันเกิดขึ้นด้วยเราเอามันมาประกอบกันให้เกิดขึ้นเอง

* เพราะฉะนั้นเราๆ ท่านๆทั้งหลาย
ควรจะปรับตัวเองให้เข้าใจว่า ความเป็นตัวเป็นตนนั้น แท้จริงแล้วไม่มีตัวตน ไม่มีแก่นสารใดๆเลย* ต้องพยายาม ยัดเยียด.ความรู้ความเข้าใจ ให้ทราบชัดว่า  ที่เราพบเห็นสิ่งต่างๆนั้น  ที่จริงเราเห็นเพียงปรากฏการณ์ ของส่วนประกอบต่างๆ เอามาเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่เอามาประชุม เอามาประกอบกันเท่านั้น * ผู้รู้แจ้ง เห็นจริงนั้น  คือผู้ที่มี จิตใจ มีจิตวิญญาณ ที่เป็นผู้มีความเป็นอิสระทางจิต.วิญญาณโดยแท้ ซึ่งเขาเหล่านั้น ผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้บ้างไม่มากก็น้อยนั่นเอง
 
 *ทุกข์ใดๆ เกิดขึ้นจากเหตุ* ดับต้นเหตุแห่งทุกข์ แล้วดับทุกข์ได้* สุขใดๆเกิดขึ้นจากเหตุ รู้ต้นเหตุแห่งความสุขนั้น จักเข้าถึงสุขนั้นได้นั่นเอง * ซึ่งหมายถึงการที่มีสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น
* ความสุข หรือความทุกข์ใดๆ ล้วนอยู่ในสภาวะที่มีเหตุ  ถูกปัจจัยทั้งหลาย บีบบังคับให้แปรปรวน ให้เกิดมีอันเป็นไปอยู่เสมอ  ไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมๆได้ตลอดไป  มันเป็นความจริงที่เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง
 
 
*ความทุกข์ในโลกแห่งความเป็นจริง*
เป็นลักษณะอันเป็นเรื่องธรรมชาติ อันเป็นเรื่องธรรมดาของรูป รส กลิ่น เสียง ทั้งหลายที่จะต้องเป็นไปอย่างนั้น เป็นกฎอันเป็นพื้นฐานของธรรมชาติ อันเป็นธรรมดา
* เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นเพียงผลของเหตุของปัจจัยที่ประกอบให้เป็นสัด เป็นส่วนเกิดขึ้น
ไม่มีสิ่งใดๆเลยที่มีอำนาจเหนือเหตุผล  ที่บังคับไม่ให้เกิดเหตุที่เป็นสุข และเหตุที่เป็นทุกข์ได้  หากจิตวิญญาณของเรา ที่ยังไม่เข้าสู่สภาวะแห่งว่างเปล่าได้*เรียกว่านิพพาน*ได้แล้ว  เราก็จะต้องฝ่าผจญกับความทุกข์ หรือฝักใฝ่หาความสุข ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น
*ความทุกข์ในสภาวะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น   ที่เรายังไม่พ้นจากความทุกข์ ฝักใฝ่ความสุขในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น อยู่ส่วนประกอบให้เป็นเหตุ เป็นผลต่าง ๆ บีบคั้นบังคับจิตใจ จิตวิญญาณของเราให้เกิดการแปรปรวนไปอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
 
*จนให้เราปลุกเร้าให้เกิดกิเลสเกิดจากเหตุนานาประการ 
 เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า ทั้งความโลภ,ความโกรธ ความหลง ล้วนเป็นเหตุให้เราเกิด*ความยึดมั่น*ถือมั่น*ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น  การยึดมั่นนั้นให้เราเกิดความรู้สึกยินดีพอใจ ,ให้เกิดแรงจูงใจเราให้เกิดความโลภ  และอีกอย่างหนึ่งของความยึดมั่นนั้น ก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกยินร้าย ความรู้สึกไม่พอใจ ก็จะทำให้เกิดแรงกระตุ้น ปลุกเร้าให้เกิดความโกรธ ความขัดเคืองใจ
 
* แล้วความยึดมั่นถือมั่นมีสาเหตุมาจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 
 ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความไม่รู้ทั้งหลาย* ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเกิดจากการที่เราไม่รู้ถึงธรรมชาติ ไม่รู้ถึงความเป็นธรรมดา ของสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เรียกในภาษาธรรมมะว่า *โมหะ , อวิชชา , ความหลง , วิปัลลาส * คือไม่รู้ว่าสิ่ง ทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น เราไม่ควรค่าแก่การยึดมั่นถือมั่นเอาไว้เลย
* เพราะสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงล้วนเป็นเพียง ส่วนประกอบให้เป็นผลของเหตุ แล้วต้นเหตุของการที่เป็นผล  ให้เกิดเป็นส่วนประกอบ ให้มีการประชุมปรุงแต่งของผลที่มาจากเหตุ หรือเหตุให้เป็นผล เป็นมูลเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งที่เป็นทุกข์
 
* ไม่มีสิ่งใดๆที่สามารถ กดดันไม่ให้เกิดทุกข์ได้ *
 แต่เราทำได้ก็เพียงสร้างเหตุสร้างความวางเฉย ความเป็นกลาง ให้เกิดขึ้นในจิตวิญญาณได้บ้างเท่านั้น* แต่ก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของต้นเหตุ และปลายเหตุอันมากมายที่คอยรุมเร้า ห้อมล้อม คอยปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้จิตวิญญาณเราต้องแปรปรวนอยู่เสมอ
* หากเรามีการควบคุมร่างกายหรือจิตใจ จิตวิญญาณนี้อยู่ในอำนาจของเราได้เองแล้ว * ในโลกนี้ก็คงจะไม่มีผู้คนที่เป็นทุกข์แน่  เพราะว่าผู้คนทั้งหลายจะเป็นผู้รู้ ผู้เบิกบาน ที่เอาชนะกับการไม่หลงใหล ในความโลภ โกรธ หลงได้ ชีวิตก็เป็นสุขได้ตลอดเวลา
 
* แต่ที่โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์  
ที่ผู้คนส่วนมากต้องตกเป็นทาสของความโลภ โกรธ หลง ก็เพราะร่างกายและจิตใจ จิตวิญญาณนี้ ทั้งภายในและภายนอก ล้วนไม่สามารถควบอำนาจของตนให้เข้มแข็ง  ผู้คนส่วนใหญ่จึงยังแข็งขืน ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ เป็นความโลภ โกรธ หลง กันอยู่ ก็เลยต้องมีแต่ทุกข์ และมีชีวิตที่เป็นทุกข์อยู่เสมอเท่านั้นเอง
 
*อันที่จริงนั้น. คนที่เป็นคนดี.คนมีคุณธรรมก็เพราะจิตใจ
จิตวิญญาณของเขานั้นสดใส ร่าเริง เบิกบานดี  
คนที่เป็นคนไม่ดีนั้น เขาขาดศีลธรรม ที่คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา รู้จักพิจารณาตนไป ก็เพราะจิตใจของเขาไม่ดี ความจริงแล้วนั่นเป็นเพียงปลายเหตุ  หากตอนต้นๆมือเขาประพฤติและปฏิบัติดีๆ ปัญหาเลวร้ายก็ไม่เกิด
 
*แท้ที่จริงแล้วคนที่เป็นคนดีนั้นไม่ใช่เพราะเขาอยากเป็นคนดี
 และคนที่ไม่ดีก็ไม่ใช่เพราะเขาอยากเป็นคนไม่ดี แต่เป็นเพราะจิตใจ จิตวิญญาณ แต่ละคนนั้นผ่านการดำเนินชีวิต ที่มีต้นเหตุ และปลายเหตุที่แตกต่างกัน  แต่ละคนนั้นจึงมีจิตใจ จิตวิญญาณ ของผู้คนทั้งหลาย มีสภาพจิตใจ จิตวิญญาณ ที่มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกัน
 
 
* ผู้คนทั้งหลายจึงมีนิสัยใจคอ กมลสันดาน
จิตวิญญาณของความนึกคิดที่แตกต่างกันไป  มีความแตกต่างกัน ในความมุ่งหวัง  หรือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การขัดแย้ง การแช่งชิง  ที่มีความมุ่งหมายต่างกันไป จึงทำให้มีการปรุงแต่ง คือมีความรู้สึกนึกคิดที่ต่างกัน  จึงทำก่อกรรมดี ก่อกรรมชั่วแตกต่างกันไป นั่นคือการที่คนเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้น แท้จริงแล้วล้วนเป็นผลของเหตุ ที่มีต้นเหตุ แล้วมาลงเอยที่ผลของปลายเหตุด้วยกันทั้งสิ้น ที่เอามาประกอบการปรุงแต่งให้เกิดขึ้น
 
 * เราลองสังเกตดู คน.ที่มีผู้คนมากมายนิยมกันว่าเป็นคนดีนั้น.
ไปผ่านเหตุผ่านเหตุผลที่ไม่ดีหลายๆอย่างเข้า เป็นอย่างมากๆ อย่างต่อเนื่อง เขาก็จะกลายเป็นคนไม่ดีได้
* ยกเว้นผู้เป็นอาริยะชน ย้อมสิ่งชั่ว ยอมไม่ติดโดยแท้  หากจะถูกเพาะปลูกเชื้อแห่งความชั่วแล้ว  เชื้อแห่งความชั่วจะเพาะไม่ขึ้น ซ้ำภูมิ แห่งภาวะธรรมของเขาก็จะทำลายเชื้อแห่งความชั่วให้หมดไปได้ด้วย
* คนไม่ดีนั้น ถ้าได้ผ่านเหตุปัจจัยที่ดีๆ ดีอย่างมากๆพอและดีต่อเนื่องเป็นเวลานานๆแล้ว  เขาก็จะกลายเป็นคนดีที่ดีได้เช่นกัน
* ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่เราช่วยกันเพาะปลูก เพาะเชื้อความมีนิสัยดี  มีคุณธรรม ขยันหมั่นเพียร และเฉลียวฉลาดได้
แต่ต้องระวังเหตุ แห่งความโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ ที่จะเพาะเชื้อให้คนดีๆ กลายเป็นคนเลวที่น่ากลัวไว้ด้วย  **และเมื่อผ่านต้นเหตุและปลายเหตุที่ดีๆ มีคุณธรรม นำสันติสุขโดยแท้จริง  คนที่ได้รับการเพาะ การปลูกนิสัยดีๆ คนๆนั้นก็กลายเป็นอาริยะชน อันเป็นที่น่านับถือ น่าเคารพบูชา
* ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงผลของต้นเหตุ  ที่เกิดจากต้นเหตุนั้นเอง ถ้าจะกล่าวถึงบาปบุญ คุณโทษนั้นมันจะมาจากต้นเหตุที่เราปลูกต้นเหตุขึ้นมา  ผลต่างๆที่เกิดตามมาจากต้นเหตุ ก่อให้เกิดผลของปลายเหตุนั่นแหละ
 
*ยกเว้นความว่าง ที่ทางพุทธศาสนา เรียกว่านิพพาน
คือถึงจุดของความว่าง แล้วเมื่อความว่าง ความโปร่งใส เกิดขึ้นแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ว่าไม่เที่ยงไม่แท้ ที่เรียก* อนิจจัง * ต่างๆทั้งหลาย ทั้งมวลที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลานั้น  ก็จะไม่ทนทานอยู่ในสภาพเดิม
*อันที่จริงแล้วไม่มีสิ่งใดๆ ที่เรายึดมั่นถือมั่นแล้วจะไม่นำทุกข์มาให้เราต้องทุกข์ทรมาน *เรียกตามพุทธศาสนาว่า*ทุกขัง *
 
* เพราะว่าสิ่งหลายทั้งปวงนั้น รวมทั้งความว่างเปล่า
ความปลอดโปร่ง เรียกตามศัพท์พุทธศาสนาว่า*นิพพาน *ล้วนแล้วแต่ไม่อยู่ในอำนาจของใครทั้งสิ้น เป็นเพียงผลของต้นเหตุๆมาเกิดผล * อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา*นี้ คือเป็นธรรมชาติ ธรรมดาที่แท้จริง และเป็นลักษณะอันเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งทั่วไปในโลกแห่งความเป็นจริง
*ความไม่รู้ในธรรมชาติ ไม่รู้ในธรรมดาที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ ดังที่กล่าวนั้น คือ*ความโลภ*นั่นเอง ความยึดมั่นถือมั่น นั้นเราคิดของเราเอง  แล้วจึงเกิดจินตนาการ หรือเราคิดเอาเอง เป็นอุปาทานเกิดขึ้น ในจิตวิญญาณ สื่อนำความโลภ ,ความโกรธ,ความหลง  เป็นสื่อให้เกิด ความทุกข์ทั้งหลาย ทั้งปวง เกิดตามมาเป็นสายใยของต้นเหตุ
 
* อุปาทานก็คือสื่อให้เกิดความ  โลภ โกรธ หลง ลาภ ยศ สรรเสริญ
รูป รส กลิ่นเสียง  ที่มีกำลังมากนั่นเอง ผลที่มาจากต้นเหตุ  เหตุที่เป็นความ โลภ โกรธ หลง ลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่นเสียง   เป็นให้เกิดการปรุงแต่ง ให้นึกคิด ให้มีความต้องการ ความอยากได้  คือเมื่อปล่อยให้ความทะยานอยากหรือความเพลิดเพลินยินดี เกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วอุปาทานย่อมเกิดการดิ้นรนไขว่คว้าตามมา
* อุปาทาน คือความนึกเอง คิดเอง เป็นสาเหตุของความโลภนั้น หมายความว่า เหตุแห่งความต้องการในต้นเหตุเบื้องต้นเป็นผลให้เกิดอุปาทานตามมา, อุปาทานเป็นผลปลายเหตุ ที่เกิดจากต้นเหตุ
*ให้เกิดความโลภ โกรธ หลง ตามมา  และความโลภที่เกิดขึ้นนี้ก็จะทำให้เกิดอุปาทานต่อไปภายหน้า  ทับถมซับซ้อนกันต่อไปไม่รู้จักหมด  ในที่นี้จึงไม่ขัดแย้งกับสันติสุข สันติธรรมของหมู่มวลมนุษย์โดยแท้
 
 *ความต้องการ อันเรียกว่ากิเลสนั้นเกิดขึ้น    
  เนื่องจากกิเลสทั้งหลายเกิดจากการไม่รู้ธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง อันเป็นผลให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น* อันกิเลสทั้งหลาย ทั้งปวงจะหมดไปได้  หรือเบาบางลงได้นั้นเราต้องหยั่งรู้ธรรมชาติของคน  และรู้ธรรมชาติของตัวเราเอง ว่าราต้องการอะไร และทำไมถึงยังต้องการอยู่อีก  พยามหยั่งรู้ธรรมชาติในสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง อันเป็นผลให้คลายความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง การรู้นี้ไม่ใช่การจดจำเพียงอย่างเดียว ต้องรู้แจ้งเห็นจริงด้วย
 
* ความรู้แจ้ง เห็นจริง ที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิด
ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ จิตวิญญาณ เป็นความรู้ที่หยั่งลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึกที่อยู่ลึกที่สุด โดยไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ขึ้นมาขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้ความขัดแย้งในความรู้สึก เป็นความรู้อย่างชัดแจ้งด้วยปัญญาของตนเอง หรือไม่ก็ต้องอาศัยศรัทธาอันแรงกล้าในหลักธรรม นำสันติสุข แห่งศาสนาต่างๆ มาเป็นเครื่องประกอบการรู้จักพิจารณาตน   ซึ่งความรู้ที่เจริญสติ อบรมปัญญาตนได้ เรียกว่าเจริญสติ อบรมปัญญาให้เกิดศีล สมาธิปัญญา เจริญศีลภาวนา ในศาสนาต่างๆเท่านั้น .
 
*สิ่งที่ได้บรรยายมาเป็นตัวอักษรนี้
ก็ได้ศึกษาจากประสบการณ์ชีวิต ที่เคยทำผิด ทำถูกมา จนบัดนี้อายุ ได้ 61ปีแล้ว
และมี ความศรัทธา ในธรรมวินัยในทุกศาสนาในโลก
* ความจริงแล้วคำสอนในทุกศาสนาก็ไม่ได้ขัดแย้งกันมากนักเลย  เพราะว่าคำสั่งสอนในทุกศาสนานั้น  ล้วนแล้วแต่ให้ ผู้คนทั้งหลายว่า ให้ดำเนินชีวิต อยู่ในกรอบของความ คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา รู้จักพิจารณาตน ลดโลภโกรธ หลง ลงไป ลดละอบายมุขทั้งหลายทั้งปวง นำมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตแล้วไปเป็นสุขได้แล
 
* เมื่อผู้คนทั้งหลายได้อ่านธรรมมะ
อย่างสายกลางนี้แล้วก็ลองเอามา นึกคิดไตร่ตรองดู แล้วน้อมนำเอาสันติสุขสันติธรรมนั้นเข้ามาใส่ตน ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา รู้จักพิจารณาตน ลดโลภ โกรธหลง เปรียบเทียบกับตน แล้วจึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ให้เรารู้ตัวของเรา มีสติอบรมปัญญาตน แล้วเข้าใจ เข้าถึงในธรรมดังที่กล่าวมานี้ ด้วยเช่นกัน แล้วจึงเกิดความรู้สึกเข้าใจเข้าถึงจิตใจ จิตวิญญาณ  เข้าใจทั้งกายใจ ทั้งภายในและภายนอกขึ้นมาอย่างแรงกล้า
* ความรู้สึกนั้นรุนแรงไปถึงจิตใต้สำนึกแล้วแผ่ซ่านไปทั่วตัว จนคลายความยึดมั่นถือมั่น ยินดีพอใจในรูปนามทั้งหลายคลายลงได้
* เมื่อคลายความต้องการ หรือวางมือ* ในการฝักใฝ่ไขว่คว้าสิ่งใดๆลงได้แล้ว  ความทุกข์ทั้งหลายก็ค่อยๆหลุดพ้นจากความทุกข์  หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น  อันเป็นที่รวมทั้งกิเลสทั้งหลายนั่นเอง
 
หากผู้คนทั้งหลายเจริญสติอบรมปัญญาตนได้
โดยการยึดหลักธรรมในศาสนาที่ตนเคารพนับถือแล้ว ผู้คนทั้งหลายเหล่านั้นจะเจริญสติอบรมปัญญาตนเข้าถึงความสุขอันแท้จริงด้วยนั่นเอง
ขออนุโมทนาที่ได้รับการเอื้อเฟื้อจากเว็บ มีสุข* ที่ได้ให้อ.วินัย ผู้เรียบเรียงคติธรรมนำสันติสุขมายังท่านทุกคน
 
 
 

ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนี้
ชื่อ / อีเมล์
Security Code กรอก Security Code
รายละเอียด   
สามารถพิมพ์ข้อความได้อีก ตัวอักษร
 




เรียกทรัพย์/ 1บาท 2บาท/ ประคำ/ ป้ายมงคล/ พระประจำวัน/ พระพิมพ์-แกะสลัก/ วัตถุมงคลอื่นๆ/ เกจิชื่อดัง/ 12นักษัตร/ วัตถุมงคลทั้งหมด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


ดูดวง/ เกมส์/ หวยเลขเด็ด/ งานราชการ/ สร้างเว็บฟรี/ ดูดวงชื่อสกุล/ ดูดวงเนื้อคู่/ ฟุตบอลเด็ด/ ของขลัง/ มีเกมส์์/ แผนที่เว็บ/